คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
FACULTY OF ENGINEERING AND AGRO-INDUSTRY, MAEJO UNIVERSITY
รายการเพื่อนเกษตร ถ่ายทำงานวิจัยเรื่องการแปรรูปใบข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ ผศ.ดร. สุธยา พิมพ์พิไล
รายการเพื่อนเกษตร ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 มาถ่ายทำรายการ เรื่อง การแปรรูปใบข้าวในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากงานวิจัยเรื่องใบข้าว ของ ผศ.ดร.สุธยา พิมพ์พิไล เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 ณ อาคารเรียนรวม คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อเผยแพร่ความรู้ที่ได้จากจากงานวิจัยถ่ายทอดไปยังกลุ่มเกษตรกร และบุคคลที่สนใจทั่วไป ได้รับทราบคุณประโยชน์ทางโภชนาการของใบข้าว และการนำใบข้าวไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตได้เองในครัวเรือนและสามารถนำไปสร้างเป็นอาชีพได้ และเป็นการเผยแพร่และถ่ายทอดงานวิจัยให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างดีเยี่ยม
8 กุมภาพันธ์ 2556     |      3394
ประกาศคณะฯ เรื่อง ผลการคัดเลือกนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ประจำภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2556
ตามประกาศคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร เรื่อง รับสมัครทุนการศึกษาของนักศึกษาคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประจำภาคการศึกษา ที่ 1 ปีการศึกษา 2556 นั้น คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาเพื่อรับทุนการศึกษาของคณะฯ ได้ดำเนินการสอบสัมภาษณ์นักศึกษาผู้สมัครรับทุนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2556 จึงขอประกาศผลการคัดเลือกนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษา ตามเอกสารแนบ (ที่นี่)
7 ธันวาคม 2556     |      2318
ประชาสัมพันธ์ : ขอเชิญเข้าร่วมโครงการแนะแนวการศึกษา
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ร่วมกับบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส์ จำกัด กำหนดจัดโครงการแนะแนวการศึกษา หัวข้อ "สหกิจศึกษา และการทำงานร่วมกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ (อาเซียน)" ในวันพุธที่ 17 ก.ค. 56 เวลา 13.30 - 16.00 น. ณ ห้องประชุมสายน้ำผึ้ง สำนักหอสมุด โดยได้รับเกียรติจากคุณเทพนคร เปี่ยมเพ็ชร์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และคุณสมบัติ นิ่มเงิน รองกรรมการผู้จัดการเขตตะวันออกและประเทศกัมพูชา จากบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ โปรดิ๊วส์ จำกัด กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร (ข้าวโพด) เครือเจริญโภคภัณฑ์ มาเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่บุคลากรและนักศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจและมองเห็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมในการไปสหกิจศึกษาและร่วมทำงานกับบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศ...ขอเชิญบุคลากรและน.ศ.ที่สนใจเข้าร่วมฟังการแนะแนวการศึกษาดังกล่าว โดยผู้ที่สนใจสามารถแจ้งชื่อได้ที่งานสหกิจศึกษาคณะฯ เพื่อจัดส่งแบบตอบรับกลับไปยังกองวิเทศสัมพันธ์ ภายในวันศุกร์ที่ 12 ก.ค. 56 นี้...
1 มกราคม 2557     |      2281
ขอแสดงความยินดีกับนักวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้รับรางวัลการประกวดผลงานวิจัยในงาน Korea International Women
           เมื่อระหว่างวันที่ 1-4 พฤษภาคม 2556 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำโดยผู้อำนวยการสำนักวิจัยฯ รศ.ดร.ยงยุทธ ข้ามสี่ และทีมนักวิจัยได้ส่งผลงานวิจัยเข้าร่วมการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของนักวิจัยสตรี ในงาน Korea International Women’s Invention Exposition 2013 (KIWIE 2013) ณ Coex Mall กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้            ผลการประกวดทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้คว้า 6 รางวัล ในจำนวน 3 ผลงานวิจัย คือ            1.รางวัลเหรียญทอง (Gold Prize)จาก KIWIE 2013            2.รางวัล Special Award จาก Korean Intellectual Property Office (KIPO) เกาหลีใต้ ชื่อผลงานวิจัย Spirogyra Alga Facial Biomask ทีมเจ้าของผลงาน อาจารย์ ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล จากคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ และรองศาสตราจารย์ ดร.วิวัฒน์ หวังเจริญ จากคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร            3.รางวัลเหรียญทอง (Gold Prize) จาก KIWIE 2013            4.รางวัล Special Award จาก Green Technology Invention Society (GTIS) ไต้หวัน ชื่อผลงานวิจัย Bioreactor System for Industrial Plant Propagation ทีมเจ้าของผลงาน รองศาสตราจารย์ ดร.นพมณี โทปุญญานนท์ จากคณะวิทยาศาสตร์และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พูนพัฒน์ พูนน้อย จากคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร             5.รางวัลเหรียญเงิน (Silver Prize) จาก KIWIE 2013             6.รางวัล Special Award จาก Taiwan Invention & Innovation Industry Association (TIIIA) ไต้หวัน ชื่อผลงานวิจัย Organic Jasmine Rice Seedling Beverage ทีมเจ้าของผลงาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธยา พิมพิไล จากคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรภาพและข้อความ ปริญญา เพียรอุตส่าห์สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร
1 มกราคม 2557     |      4262
สถานการณ์ร้อนแล้งกับกิจกรรม ในเดือนเมษายน โดย ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร (แนวหน้า ) 21 เม.ย. 2556
เมื่อคนไทยนึกถึงเดือนเมษายน สิ่งหนึ่งที่ทุกคนจะคิดเหมือนๆ กันก็คือ ความร้อนและความแห้งแล้ง เนื่องจากเดือนนี้ซ้อนทับกันระหว่างฤดูร้อน(Summer) และฤดูแล้ง (Dry season) ทั้งความร้อนและความแห้งแล้งจึงเป็นสภาพอากาศตามปกติที่เด่นชัดของเดือนนี้ซึ่งเป็นเหตุทำให้แทบทุกคนต่างก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าร้อนๆ และโดยมากมักจะคิดเอาเองว่าร้อนมากกว่าปีที่ผ่านมาด้วย ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงมันก็ร้อนมากบ้างน้อยบ้างเป็นเช่นนี้มาทุกปี แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เดือนเมษายนเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบปีของประเทศไทย (อ่านต่อบทความแบบ PDF คลิ๊กที่นี้อากาศร้อนตามปกติของเดือนเมษายนนั้น สาเหตุเกิดจากความเข้มข้นของรังสีดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังพื้นดินเป็นสำคัญ เนื่องจากช่วงต้นของเดือนนี้ ดวงอาทิตย์จะเริ่มตั้งฉากกับพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย จากนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนขึ้นมาตั้งฉากกับพื้นที่ตอนกลางของประเทศและกรุงเทพมหานครในช่วงปลายเดือน (ราววันที่ 24-27 เมษายน) และจะค่อยๆ เคลื่อนไปตั้งฉากกับพื้นที่ภาคเหนือในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เดือนเมษายนอากาศร้อนกว่าเดือนอื่นๆตามสถิติอุณหภูมิอากาศจากการตรวจวัดของกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่า ฤดูร้อนของประเทศไทยจะอยู่ในราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 30๐ เซลเซียส จากสถิติอุณหภูมิสูงสุดของประเทศไทยในรอบกว่า 50 ปี ที่บันทึกโดยกรมอุตุนิยมวิทยาคือ 44.5๐ เซลเซียส ตรวจวัดได้ที่ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2503 ซึ่งอาจจัดเป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 50 ปี (ใกล้เคียงกับปี พ.ศ. 2535 และ 2541 ซึ่งทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดไว้ในหลายจังหวัด)สำหรับปีนี้ (พ.ศ. 2556) ฤดูร้อนของประเทศไทยคงอยู่ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึงกลางเดือนพฤษภาคมเหมือนทุกปี แต่ปีนี้คล้ายกับปี พ.ศ. 2554 ตรงที่มีความกดอากาศสูง(มวลอากาศเย็น)แผ่เข้ามาปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะๆ และยังมีลมตะวันตกที่พัดมาจากเทือกเขาหิมาลัยผ่านเข้ามาทางภาคเหนือตอนบนด้วย โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนมีนาคมซึ่งถือว่าเป็นช่วงฤดูร้อนเต็มตัวแล้ว แต่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้าๆ อุณหภูมิอากาศโดยรวมในปีนี้จึงถือว่าไม่ร้อนมากนัก แม้ในบางพื้นที่จะมีอุณหภูมิสูงถึง 40-42๐ เซลเซียส แต่นั่นก็ยังนับว่าเป็นสภาพอากาศปกติของเดือนนี้ในส่วนของความแห้งแล้งนั้น ปีนี้ก็นับว่าเป็นปกติที่ฝนจะไม่ค่อยตกในเดือนนี้ นอกจากเกิดแนวปะทะระหว่างมวลอากาศเย็นกับมวลอากาศร้อนทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกเป็นแห่งๆ หรือเกิดพายุฤดูร้อนทำให้เกิดฝนและลูกเห็บตก แม้จะเกิดได้ค่อนข้างถี่มากที่สุดในเดือนนี้ แต่จะเกิดในบริเวณพื้นที่แคบๆ ปริมาณฝนจึงช่วยแค่บรรเทาความแห้งแล้งและลดอุณหภูมิอากาศลงได้บ้างเฉพาะบริเวณที่เกิดพายุฤดูร้อนเท่านั้น แต่ไม่สามารถบรรเทาความร้อนและความแห้งแล้งในภาพรวมได้สงกรานต์นับเป็นเทศกาลที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศในเดือนนี้เป็นอย่างยิ่ง การหยุดทำการงานและมาเล่นน้ำสงกรานต์นั้น นับว่ามีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเป็นที่สุด เพราะเป็นกิจกรรมประเพณีอันดียิ่ง บางที่อาจเป็นความชาญฉลาดของบรรพบุรุษของคนในภูมิภาคนี้ (ไทย ลาว และเขมร) ที่เลือกหากิจกรรมมาทำให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ เทศกาลสงกรานต์จึงเป็นเทศกาลยอดนิยมของคนในภูมิภาคนี้อย่างไม่เคยเสื่อมมนต์ขลัง มีแต่จะยิ่งใหญ่มากขึ้นทุกปีในทุกท้องที่ของทุกภาคส่วน สงกรานต์จึงเป็นเทศกาลที่ทั้งคนในเมืองและคนนอกเมืองต่างมีอารมณ์ร่วมต่อเทศกาลนี้สูงมากกว่าเทศกาลใดๆการทำกิจกรรมในเทศกาลสงกรานต์ตามประเพณีไทย ทั้งการทำบุญใส่บาตร การทอดผ้าป่า การเข้าวัดฟังธรรม การบังสุกุลกระดูกผู้ล่วงลับ การแห่พระพุทธรูปหรือการสรงน้ำพระ การก่อกองทรายหรือขนทรายเข้าวัด และการเล่นน้ำสงกรานต์ก็ดี ล้วนแต่เป็นกิจกรรมตามประเพณีไทยที่ก่อให้เกิดความเย็นกายและเย็นใจ ทำให้ลืมความร้อนและความแห้งแล้งลงไปได้เป็นอันมาก ยิ่งไปกว่านั้นการที่ภาครัฐกำหนดให้เป็นวันหยุดยาวติดต่อกัน และกำหนดให้มีวันผู้สูงอายุและวันครอบครัวด้วยนั้น นับว่าเป็นคุณูปการต่อสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง หลายคนโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ต่างก็รอคอยวันนี้ วันที่จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับลูกๆ หลานๆ ซึ่งบางครอบครัวอาจเกิดบรรยากาศเช่นนี้ได้เพียงแค่เทศกาลนี้เท่านั้นดังนั้น การให้ลางานหรือหยุดงานยาวๆ ในช่วงนี้ จึงนับว่ามีคุณค่าต่อสถาบันครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการส่งเสริมความรักความสามัคคีและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว อันเป็นรากฐานของสังคมที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลไปถึงความรักความสามัคคีของคนในชาติด้วย และเชื่อได้ว่าช่วงเทศกาลนี้จะไม่มีเหลืองมีแดงมาทำให้รำคาญใจด้วยแต่อย่างไรก็ดี สงกรานต์ก็สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมายมหาศาลทุกปี แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในทุกๆ ปีนั้น หาใช่เป็นเพราะกิจกรรมโดยตรงของสงกรานต์ แต่เกิดจากความขาดสติยั้งคิดของคนที่เข้าร่วมกิจกรรมสงกรานต์เป็นสำคัญ การเล่นสงกรานต์ด้วยความคึกคะนองด้วยวิธีพิสดารต่างๆ การแสดงอนาจารในที่สาธารณะ การลวนลามทางเพศ การดื่มสุราและเสพของมึนเมา และการใช้ยานพาหนะด้วยความประมาท ล้วนเป็นสาเหตุของความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินที่แท้จริงเนื่องจากการจัดงานสงกรานต์ในแต่ละท้องที่จะเริ่มก่อนเริ่มหลังต่างๆ กันไป บางที่บางแห่งเริ่มกันตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน แต่บางที่บางแห่งกว่าจะเริ่มงานก็หลังวันที่ 20 เมษายนไปแล้ว เช่น สงกรานต์พระประแดง เป็นต้น ทำให้กว่าจะสิ้นสุดบรรยากาศของสงกรานต์จริงๆ ก็ตกไปถึงปลายเดือนเมษายน ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า เดือนเมษายนเกือบทั้งเดือนเป็นเทศกาลสงกรานต์ก็ว่าได้ แต่ไม่ว่าท้องที่ใดจะเริ่มจะเลิกงานสงกรานต์ช่วงไหนเวลาใดนั้นไม่สำคัญ แต่ความสำคัญนั้นอยู่ที่กิจกรรมตามประเพณีที่พึงปฏิบัติในเทศกาลสงกรานต์นี้เท่านั้นแม้สภาพอากาศช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ อาจจะร้อนแล้งมากยิ่งขึ้นไปอีกได้(หากไม่มีฝนตกลงมาช่วยลดอุณหภูมิและบรรเทาความแห้งแล้ง) แต่เชื่อได้ว่า การทำกิจกรรมตามประเพณีของเทศกาลสงกรานต์น่าจะช่วยผ่อนคลายความร้อนความแล้ง ในใจลงได้ไม่มากก็น้อย ฉะนั้น ใครที่ยังไม่ได้ทำกิจกรรมดีๆ ตามประเพณีของเทศกาลสงกรานต์นี้ ก็ควรรีบลงมือทำก่อนในตอนนี้ อย่าปล่อยให้เทศกาลนี้ผ่านไปโดยไม่ได้ทำอะไรดีๆ บ้างเลยอย่ารอโอกาสหน้า เพราะเวลาและวารีไม่เคยคอยใคร บางทีปีหน้าอาจไม่มีโอกาสอีกก็เป็นได้ เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนพุทธบริษัทให้ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชรคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่มา :เนื้อหาจาก (แนวหน้า )  21 เม.ย 2556
1 มกราคม 2557     |      2760
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร เข้าร่วมพิธีดำหัวผู้อาวุโส นายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี และนายกสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ ประจำปี 2556
    คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร เข้าร่วมพิธีดำหัวผู้อาวุโส นายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี และนายกสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ ประจำปี 2556 วันศุกร์ที่ 26 เมษายน มีกิจกรรมการประกวดขบวนแห่ การประกวดการตำส้ม และลาบเมือง เพื่อสืบทอดประเพณีปีใหม่เมืองของชาวล้านนา โดยมีผู้บริหารและบุคลากรของ คณะฯ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมากโดยจัดขึ้น ณ อาคารแผ่พืชน์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่  คณะฯ ได้รับรางวัล 2 รายการได้แก่ รางวัลชนะเลิศ การแข่งขันลาบ  และรองชนะเลิศขบวนแห่
1 มกราคม 2557     |      2234
ปัญหาหมอกควัน จ.เชียงใหม่ แก้ไม่ง่ายอย่างที่คิด โดย ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร (แนวหน้า ) 30 มี.ค 2556
          หมอกควัน (Smog) หมายถึงสภาพอากาศที่ประกอบไปด้วยหมอก (Fog) และควัน (Smoke) ผสมปนกันอยู่ (Smoke + Fog = Smog) สามารถมองเห็นได้จากทัศนวิสัยที่เลวลงและกลิ่นของควันไฟจากอากาศ ซึ่งจัดเป็นมลภาวะทางอากาศประเภทหนึ่ง โดยทั่วไปส่วนของหมอก จะเกิดจากอุณหภูมิอากาศลดต่ำลงจนไอน้ำในอากาศเกิดการควบแน่นเป็นละอองน้ำ โดยจะเห็นเป็นควันสีขาวไม่มีกลิ่นซึ่งมักจะเกิดขึ้นตามปกติในช่วงเช้าของฤดูหนาว (อ่านต่อบทความแบบ PDF คลิ๊กที่นี้แต่ควันนั้นจะเกิดจากการเผาไหม้ในลักษณะต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะเห็นเป็นสีเทาหรือดำ และมีกลิ่นไหม้ต่างๆกันตามชนิดของเชื้อเพลิง ควันจึงประกอบด้วยก๊าซชนิดต่างๆจากการเผาไหม้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เป็นสำคัญ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ควันยังประกอบด้วยเขม่า ซึ่งเป็นฝุ่นละอองหรืออนุภาคขนาดเล็กมากต่างๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10)นั้น สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของคนและสัตว์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่งแม้ว่าปีนี้จะมีฝนตกประปรายทั่วภาคเหนือตอนบนเป็นระยะๆ ก็ตาม (นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนมีนาคม) จนหลายคนคาดการณ์ว่า ปีนี้หมอกควันในภาคเหนือตอนบนจะไม่รุนแรงเข้าขั้นวิกฤติเหมือนทุกๆ ปีที่ผ่านมา แต่พอฝนทิ้งช่วงได้ไม่นาน จังหวัดเชียงใหม่ก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์หมอกควันในขั้นวิกฤติ (นับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นมา)ทั้งนี้สามารถรับรู้ได้โดยตรงจากทัศนวิสัยทั่วไปที่เลวลงเป็นลำดับ เช่น ผู้โดยสารเครื่องบินมาลงสนามบินเชียงใหม่ไม่สามารถมองเห็นตัวเมืองเชียงใหม่ได้ จนกว่าเครื่องบินจะลดเพดานบินลงมาใกล้พื้นดิน หรือไม่อาจมองเห็นดอยสุเทพจากในตัวเมืองเชียงใหม่ได้เช่นปกติ เป็นต้น และจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศพบว่า ค่า PM10 สูงกว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัย (120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)เช่นเดียวกับจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือตอนบนทั้ง 9 จังหวัดปัญหานี้ทั้งทางจังหวัดเชียงใหม่ และกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่างก็เตรียมการรับมือไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาได้ทั้งนี้เพราะปัญหาหมอกควันแก้ยากกว่าที่คิดด้วยสาเหตุดังนี้ประการแรก หมอกควันจากจังหวัดข้างเคียง เป็นที่ทราบกันดีจากสถิติหมอกควันของทุกๆ ปีว่า จังหวัดที่เกิดหมอกควันสูงในอันดับต้นๆ คือ จังหวัดที่อยู่รายล้อมจังหวัดเชียงใหม่ อันได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนทางด้านตะวันตก จังหวัดเชียงราย ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดลำปางทางตะวันออกและจังหวัดลำพูนทางด้านใต้ และในกรณีของจังหวัดลำพูนนั้น แม้สถิติหมอกควันอาจจะไม่สูงเท่าจังหวัดเชียงรายและแม่ฮ่องสอน แต่จังหวัดลำพูนนั้นมีที่ตั้งอยู่ในแอ่งที่ราบเดียวกันกับจังหวัดเชียงใหม่ หมอกควันในจังหวัดลำพูน จึงแผ่ขยายเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่ได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่มีมวลอากาศเย็น (ความกดอากาศสูง)แผ่เข้ามาปกคลุมตอนบนของประเทศไทย ดังนั้น การป้องกันการเผาในที่โล่งแจ้งเฉพาะพื้นที่ภายในจังหวัดเชียงใหม่จึงไม่เพียงพอต่อการป้องกันสถานการณ์หมอกควันที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งหมดประการที่สอง ยังไม่อาจหยุดยั้งการเผาของเกษตรกรรอบนอก ปัญหานี้ทุกฝ่ายทราบกันดีอยู่แล้วว่า ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะการเผาตอซังข้าวโพดในพื้นที่ห่างไกลซึ่งมีการเผาสองถึงสามครั้งในแต่ละรอบของการปลูก เริ่มจากการเผาเปิดพื้นที่ปลูก เผาตอซังหลังเก็บเกี่ยวฝัก และเผาซังข้าวโพดหลังจากกะเทาะเมล็ดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่า มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเพิ่มขึ้นทุกปีจากการส่งเสริมของภาคธุรกิจอาหารสัตว์ของบริษัทเอกชนนอกจากนี้ การเผาป่าเผาหญ้าก็ยังคงมีอยู่เสมอๆในพื้นที่ห่างไกลรอบนอก ด้วยเหล่าคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งนี้เพราะคนเหล่านี้ได้รับผลประโยชน์จากการเผาโดยตรง แต่พวกเขาแทบจะไม่ได้รับอะไรตอบแทนโดยตรงเลยจากการงดการเผา อีกทั้งคนเหล่านี้แม้มีจำนวนน้อยแต่กลับสร้างหมอกควันได้มาก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะชักจูงให้คนเหล่านี้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและยอมให้ความร่วมมืออย่างจริงจังประการที่สาม การบริหารการเผายังทำไม่ได้อย่างจริงจัง จากความเข้าใจต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่กันดารและห่างไกลที่ยากจะขจัดการเผาได้อย่างเด็ดขาด ทางกรมควบคุมมลพิษ จึงคิดวิธีแก้ปัญหา โดยการยอมให้มีการเผาตามความจำเป็น หรือการบริหารการเผานั่นเอง ด้วยการกำหนดวัน เวลา พื้นที่ และปริมาณการเผาตามโควตา เพื่อให้สามารถควบคุมหมอกควันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สูงเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยได้ ซึ่งแม้วิธีการนี้จะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แต่วิธีนี้ก็น่าจะช่วยลดปัญหาต่างๆ ในเบื้องต้นลงได้มาก ทั้งปัญหาด้านกายภาพและปัญหาด้านสังคม แต่น่าเสียดายที่ในปีนี้ยังไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ วิธีนี้จึงยังไม่เห็นผลอย่างจริงจังประการสุดท้าย คนที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ในพื้นที่ที่มีคนอยู่หนาแน่นทั้งในเขตตัวจังหวัด ตัวอำเภอ และในเขตเทศบาล จะมีการรณรงค์ให้งดการเผาในช่วง 80 วันอันตราย (ปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนเมษายน) อย่างเข้มงวด และประชาชนส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือด้วยดี เพราะต่างเข้าใจดีว่า ประโยชน์จากการเผาขยะมูลฝอยในชุมชนไม่คุ้มกับผลกระทบจากหมอกควันที่เกิดขึ้น อีกทั้งชาวเชียงใหม่เคยได้รับบทเรียนอย่างแสนสาหัสมาแล้วในปี พ.ศ. 2550 เพราะในปีนั้นมีการตรวจวัดค่า PM10 กลางเมืองเชียงใหม่ได้สูงสุดถึง 383 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรนับตั้งแต่นั้นมาการรณรงค์ให้งดการเผาในเขตชุมชนทั้งในระดับเทศบาลและอบต.นับว่าได้ผลเป็นอย่างดี และยังไม่เคยปรากฏปัญหาหมอกควันรุนแรงในขั้นวิกฤติได้เท่าปีนั้นอีก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถทำให้ปราศจากปัญหาหมอกควันลงได้อย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับปีนี้ แม้สถานการณ์หลายอย่างจะเป็นใจจนสามารถผ่านช่วง 80 วันอันตรายมาได้กว่าครึ่งทางแล้ว แต่สุดท้ายปัญหาหมอกควันก็ยังยกระดับขึ้นจนถึงขั้นวิกฤติอีกจนได้ แม้ประชาชนชาวเชียงใหม่ส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 80-90) ไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้นก็ตามจังหวัดเชียงใหม่ได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่น่าอยู่ติดอันดับต้นๆ ของโลก อากาศดีเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เมืองเชียงใหม่น่าอยู่ แต่ถ้าใครได้มาเชียงใหม่ ในช่วงที่มีวิกฤติหมอกควัน คงไม่มีใครคิดเช่นนั้นอย่างแน่นอน เพราะหมอกควันไม่เพียงแค่ทำลายทัศนียภาพและบรรยากาศของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่กำลังทำลายสุขภาพของทุกคนที่ต้องเผชิญโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ปัญหาหมอกควันกำลังบั่นทอนความน่าอยู่ของเมืองเชียงใหม่ลงไปอย่างน่าเสียดาย (ขนาดคนที่เคยอยู่เชียงใหม่มานานนับสิบปียังอยากย้ายหนีไปที่อื่นเลย) แม้ปัญหาจะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ (ราว80-100 วัน) แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำแทบทุกปี ปัญหานี้ทำให้ความน่าอยู่ของเมืองเชียงใหม่หดหายไปเป็นอันมาก ดังนั้น แม้ปัญหานี้จะแก้ไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด แต่ความพยายามที่จะแก้ปัญหานี้จะต้องมีต่อไปในทุกระดับ และที่สำคัญ นายกรัฐมนตรีก็เป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิดน่าจะช่วยทำอะไรให้ชาวเชียงใหม่ได้มากกว่านี้ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชรคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่มา :ภาพและเนื้อหาจาก (แนวหน้า )  30 มี.ค 2556
4 กันยายน 2556     |      6665
นายกฯหญิงคนแรก นโยบายบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก โดย ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร (แนวหน้า ) 19 มี.ค 2556
           อะไรๆก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าเป็น สิ่งแรก อันแรก หรือครั้งแรก ล้วนเป็นเรื่องที่ยากจะลืมเลือน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะน่าจดจำหรือไม่ก็ตาม และการที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงเป็นครั้งแรก จึงเป็นเรื่องที่คนไทยต้องจดจำและไม่อาจจะลืมเลือน โดยไม่จำเป็นต้องมีอะไรมาเป็นข้อบ่งชี้ว่า เรื่องนี้ควรเป็นเรื่องที่น่าประทับใจและต้องจดจำ หรือมันจะเป็นจุดด่างพร้อยของประวัติศาสตร์ไทยที่เราต้องพยายามลืมๆกันไป ทั้งนี้เพราะผลงานที่ผ่านมาในรอบปีกว่าของฯพณฯนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยนั้น ยังไม่สามารถสร้างความประทับใจอะไรให้กับคนไทยและประเทศไทยได้อย่างชัดเจนนั่นเอง (อ่านต่อบทความแบบ PDF คลิ๊กที่นี้สำหรับ นโยบายบ้านหลังแรกและนโยบายรถยนต์คันแรก นับเป็นนโยบายแรกๆที่ดำเนินการมาจนบรรลุผลโดยสมบูรณ์แล้ว การกล่าวถึงนโยบายนี้ ณ เวลานี้ จึงเป็นการวิจารณ์ถึงความเป็นจริงตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การวิพากษ์หรือคาดเดาเหมือนตอนเริ่มนโยบายแต่อย่างใด แต่ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์หรือวิจารณ์ ผลลัพธ์ของมันก็แทบไม่ต่างกันเลย ดังนี้ตั้งแต่รัฐบาลดำเนิน นโยบายบ้านหลังแรกมาจนถึงนโยบายรถยนต์คันแรก เป็นต้นมานั้น แม้ว่าหลายคนจะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ โดยผู้บริโภคกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆแล้ว ล้วนเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า ผู้มีอันจะกิน เกือบทั้งสิ้น เพราะผู้ที่สามารถซื้อบ้านเดี่ยวในราคาเรือนล้าน หรือผู้ที่สามารถซื้อรถยนต์ใช้เป็นของส่วนตัวได้นั้น ย่อมไม่ใช่คนยากคนจนอย่างแน่นอนอยู่แล้ว อย่างน้อยต้องเป็นคนระดับกลางขึ้นไปนโยบายทั้งสองเรื่องนี้จึงไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มคนยากคนจนตามที่รัฐบาลแถลงไว้แต่อย่างใด แต่เป็นการกระตุ้น กิเลสให้คนจนที่ยังไม่พร้อมจะมีบ้านและรถยนต์ส่วนตัว(ไม่รู้จักประมาณตนได้ดีพอ)กระโจนเข้าสู่วังวนของหนี้สินระยะยาว แทนที่คุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้จะค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับตามศักยภาพและกำลังความสามารถ แต่คุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้กลับจะค่อยๆต่ำลงเพราะภาระดอกเบี้ยที่ตามมา และอาจต้องกลายเป็นมนุษย์เงินกู้ไปตลอดชีวิตโดยปริยายด้วยขณะที่นโยบายบ้านหลังแรก สามารถกระตุ้นวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้บ้างเล็กน้อย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเรื่องของบ้านผู้ซื้อต้องใช้วงเงินค่อนข้างสูงมาก(เป็นหลักล้าน)อีกทั้งยังมีปัจจัยแวดล้อมประกอบการตัดสินใจมากมายหลายประการ การยับยั้งชั่งใจของผู้บริโภคจึงค่อนข้างสูง การตัดสินใจจึงเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ อุปสงค์ของบ้านหลังแรกจึงค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป ปัญหาที่ตามมาจึงมีไม่มากนักแต่สำหรับนโยบายรถยนต์คันแรกนั้นกลับต่างออกไป เพราะอุปสงค์ของรถยนต์คันแรกเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จึงสามารถกระตุ้นอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ได้เป็นอันมาก ทั้งนี้คงเป็นเพราะการตัดสินใจของผู้บริโภคเรื่องรถยนต์ทำได้ง่ายกว่า เพราะวงเงินที่ใช้ต่ำกว่าบ้านมาก โดยรถยนต์ที่เข้าข่ายได้รับคืนเงินภาษีนั้น ต้องมีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน ๑,๕๐๐ ซีซี (ราคาไม่ถึงล้านบาท) นโยบายนี้จึงมีผลกระทบโดยตรงในทางบวกต่อยอดการผลิตรถยนต์ของไทยในรอบปี ๒๕๕๕ ให้สูงเกิน ๒ ล้านคันได้เป็นปีแรก ซึ่งทำให้รัฐบาลหลงใหลได้ปลื้มกับความสำเร็จของนโยบายนี้เป็นอันมากแต่ถ้าพิจารณากันให้ถ่องแท้จะเห็นได้ว่า ยอดการจำหน่ายรถยนต์ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนนั้นมาจากยอดขายภายในประเทศเป็นหลัก ส่วนยอดส่งขายไปยังต่างประเทศนั้นไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมากมายแต่อย่างใด ซึ่งชี้ให้เห็นว่า  แม้โดยภาพรวมบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และอะไหล่ภายในประเทศ และธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากนโยบายนี้ แต่บริษัทแม่จากต่างชาติกลับได้รับประโยชน์ไปเต็มๆง่ายๆมากกว่าใครดังนั้น กรณีนี้จึงไม่น่าจะปลาบปลื้มเท่าไรนัก เพราะนอกจากงบประมาณของชาติจะสูญไปนับแสนล้านบาทกับนโยบายนี้แล้ว เงินตราส่วนหนึ่งยังไหลออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย ขณะที่นโยบายนี้สร้างประโยชน์เพียงเล็กน้อยกับคนในชาติแค่กลุ่มเล็กๆเท่านั้น ซึ่งล้วนไม่ใช่คนยากคนจน แต่เป็นคนชั้นกลางและเหล่ามหาเศรษฐีเจ้าของกิจการร่วมทุนกับต่างชาติแทบทั้งสิ้นและในทางกลับกัน นโยบายรถยนต์คันแรก กลับมีผลทำให้ธุรกิจรถยนต์มือสองต้องซบเซาอย่างช่วยไม่ได้ และไม่มีใครช่วย แต่เชื่อว่าในระยะเวลาอีกไม่เกิน ๕ ปี ธุรกิจนี้จะกลับมาคึกคักอีกอย่างแน่นอน เพราะรถยนต์คันแรกจำนวนไม่น้อยจะต้องถูกปล่อยออกมาสู่ตลาด อันมีสาเหตุมาจากภาระหนี้สินที่ล้นมือของผู้ซื้อที่ยังไม่พร้อมในตอนนี้ และจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้บริโภคที่คิดจะซื้อหารถยนต์มือสองไว้ใช้ในตอนนั้นขณะนี้ มีผู้บริโภคที่ด่วนตัดสินใจซื้อรถยนต์คันแรกไปใช้ตั้งแต่ปีก่อนทั้งๆที่ยังไม่มีความพร้อม บางส่วนเริ่มมีปัญหาค้างชำระเงินค่างวดแล้ว (ตามรายงานข่าวของวงการสินเชื่อ) ถึงตรงนี้ เค้าลางของปัญหาเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น กรณีที่ผู้ซื้อไม่อาจครอบครองรถยนต์ไว้จนครบ ๕ ปีตามเงื่อนไข จะเป็นด้วยสาเหตุทางการเงินหรืออุบัติเหตุใดๆก็ตามแต่ การเรียกคืนเงินภาษีที่ผู้ซื้อรับไปแล้ว (รัฐบาลจ่ายคืนให้เมื่อผู้ซื้อครอบครองรถยนต์ไว้ครบปี) ซึ่งคาดว่าจะถูกใช้จ่ายจนหมดไปในเวลาอันรวดเร็วนั้น จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมผู้ซื้อให้มีปัญหาทางการเงินหนักยิ่งขึ้นไปอีก  และเมื่อถึงขั้นนั้น รถยนต์คันแรกก็จะกลายเป็นรถยนต์คันสุดท้ายในชีวิตของผู้ซื้ออย่างไม่ต้องสงสัยทั้งหมดที่กล่าวมายังไม่รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่กำลังส่อเค้าว่าจะเป็นปัญหาตามมาในเร็ววันนี้ อันเป็นผลจากนโยบายอื่นๆที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท เงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท และนโยบายประชานิยมอื่นๆอีกหลายนโยบาย ที่ล้วนมีส่วนกดดันให้ภาระค่าครองชีพสูงขึ้นไปอีกการที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงเป็นครั้งแรกนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีตามยุคตามสมัย และไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธเพราะความเป็นผู้หญิง เว้นเสียแต่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยจะไม่สามารถกำหนดนโยบายใหม่ๆ หรือดำเนินนโยบายอะไร ที่ก่อให้เกิดสัมฤทธิผลต่อประชาชนและประเทศชาติได้มากไปกว่านโยบายบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น แม้ไม่มีใครคิดขอให้ ฯพณฯ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกและคนสุดท้ายของประเทศไทย แต่อย่างน้อยก็คงต้องขอให้ฯพณฯ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกเพียงแค่สมัยแรกและสมัยสุดท้ายเถอะผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชรคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่มา :ภาพและเนื้อหาจาก (แนวหน้า )  19 มี.ค 2556
4 กันยายน 2556     |      3305
ทั้งหมด 103 หน้า