คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
FACULTY OF ENGINEERING AND AGRO-INDUSTRY, MAEJO UNIVERSITY
สถานการณ์ร้อนแล้งกับกิจกรรม ในเดือนเมษายน โดย ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร (แนวหน้า ) 21 เม.ย. 2556
เมื่อคนไทยนึกถึงเดือนเมษายน สิ่งหนึ่งที่ทุกคนจะคิดเหมือนๆ กันก็คือ ความร้อนและความแห้งแล้ง เนื่องจากเดือนนี้ซ้อนทับกันระหว่างฤดูร้อน(Summer) และฤดูแล้ง (Dry season) ทั้งความร้อนและความแห้งแล้งจึงเป็นสภาพอากาศตามปกติที่เด่นชัดของเดือนนี้ซึ่งเป็นเหตุทำให้แทบทุกคนต่างก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าร้อนๆ และโดยมากมักจะคิดเอาเองว่าร้อนมากกว่าปีที่ผ่านมาด้วย ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงมันก็ร้อนมากบ้างน้อยบ้างเป็นเช่นนี้มาทุกปี แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เดือนเมษายนเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในรอบปีของประเทศไทย (อ่านต่อบทความแบบ PDF คลิ๊กที่นี้อากาศร้อนตามปกติของเดือนเมษายนนั้น สาเหตุเกิดจากความเข้มข้นของรังสีดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังพื้นดินเป็นสำคัญ เนื่องจากช่วงต้นของเดือนนี้ ดวงอาทิตย์จะเริ่มตั้งฉากกับพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทย จากนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนขึ้นมาตั้งฉากกับพื้นที่ตอนกลางของประเทศและกรุงเทพมหานครในช่วงปลายเดือน (ราววันที่ 24-27 เมษายน) และจะค่อยๆ เคลื่อนไปตั้งฉากกับพื้นที่ภาคเหนือในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เดือนเมษายนอากาศร้อนกว่าเดือนอื่นๆตามสถิติอุณหภูมิอากาศจากการตรวจวัดของกรมอุตุนิยมวิทยาพบว่า ฤดูร้อนของประเทศไทยจะอยู่ในราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 30๐ เซลเซียส จากสถิติอุณหภูมิสูงสุดของประเทศไทยในรอบกว่า 50 ปี ที่บันทึกโดยกรมอุตุนิยมวิทยาคือ 44.5๐ เซลเซียส ตรวจวัดได้ที่ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2503 ซึ่งอาจจัดเป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 50 ปี (ใกล้เคียงกับปี พ.ศ. 2535 และ 2541 ซึ่งทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดไว้ในหลายจังหวัด)สำหรับปีนี้ (พ.ศ. 2556) ฤดูร้อนของประเทศไทยคงอยู่ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึงกลางเดือนพฤษภาคมเหมือนทุกปี แต่ปีนี้คล้ายกับปี พ.ศ. 2554 ตรงที่มีความกดอากาศสูง(มวลอากาศเย็น)แผ่เข้ามาปกคลุมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะๆ และยังมีลมตะวันตกที่พัดมาจากเทือกเขาหิมาลัยผ่านเข้ามาทางภาคเหนือตอนบนด้วย โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนมีนาคมซึ่งถือว่าเป็นช่วงฤดูร้อนเต็มตัวแล้ว แต่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีอากาศหนาวเย็นในตอนเช้าๆ อุณหภูมิอากาศโดยรวมในปีนี้จึงถือว่าไม่ร้อนมากนัก แม้ในบางพื้นที่จะมีอุณหภูมิสูงถึง 40-42๐ เซลเซียส แต่นั่นก็ยังนับว่าเป็นสภาพอากาศปกติของเดือนนี้ในส่วนของความแห้งแล้งนั้น ปีนี้ก็นับว่าเป็นปกติที่ฝนจะไม่ค่อยตกในเดือนนี้ นอกจากเกิดแนวปะทะระหว่างมวลอากาศเย็นกับมวลอากาศร้อนทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะทำให้เกิดฝนตกเป็นแห่งๆ หรือเกิดพายุฤดูร้อนทำให้เกิดฝนและลูกเห็บตก แม้จะเกิดได้ค่อนข้างถี่มากที่สุดในเดือนนี้ แต่จะเกิดในบริเวณพื้นที่แคบๆ ปริมาณฝนจึงช่วยแค่บรรเทาความแห้งแล้งและลดอุณหภูมิอากาศลงได้บ้างเฉพาะบริเวณที่เกิดพายุฤดูร้อนเท่านั้น แต่ไม่สามารถบรรเทาความร้อนและความแห้งแล้งในภาพรวมได้สงกรานต์นับเป็นเทศกาลที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศในเดือนนี้เป็นอย่างยิ่ง การหยุดทำการงานและมาเล่นน้ำสงกรานต์นั้น นับว่ามีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศเป็นที่สุด เพราะเป็นกิจกรรมประเพณีอันดียิ่ง บางที่อาจเป็นความชาญฉลาดของบรรพบุรุษของคนในภูมิภาคนี้ (ไทย ลาว และเขมร) ที่เลือกหากิจกรรมมาทำให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ เทศกาลสงกรานต์จึงเป็นเทศกาลยอดนิยมของคนในภูมิภาคนี้อย่างไม่เคยเสื่อมมนต์ขลัง มีแต่จะยิ่งใหญ่มากขึ้นทุกปีในทุกท้องที่ของทุกภาคส่วน สงกรานต์จึงเป็นเทศกาลที่ทั้งคนในเมืองและคนนอกเมืองต่างมีอารมณ์ร่วมต่อเทศกาลนี้สูงมากกว่าเทศกาลใดๆการทำกิจกรรมในเทศกาลสงกรานต์ตามประเพณีไทย ทั้งการทำบุญใส่บาตร การทอดผ้าป่า การเข้าวัดฟังธรรม การบังสุกุลกระดูกผู้ล่วงลับ การแห่พระพุทธรูปหรือการสรงน้ำพระ การก่อกองทรายหรือขนทรายเข้าวัด และการเล่นน้ำสงกรานต์ก็ดี ล้วนแต่เป็นกิจกรรมตามประเพณีไทยที่ก่อให้เกิดความเย็นกายและเย็นใจ ทำให้ลืมความร้อนและความแห้งแล้งลงไปได้เป็นอันมาก ยิ่งไปกว่านั้นการที่ภาครัฐกำหนดให้เป็นวันหยุดยาวติดต่อกัน และกำหนดให้มีวันผู้สูงอายุและวันครอบครัวด้วยนั้น นับว่าเป็นคุณูปการต่อสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง หลายคนโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ต่างก็รอคอยวันนี้ วันที่จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับลูกๆ หลานๆ ซึ่งบางครอบครัวอาจเกิดบรรยากาศเช่นนี้ได้เพียงแค่เทศกาลนี้เท่านั้นดังนั้น การให้ลางานหรือหยุดงานยาวๆ ในช่วงนี้ จึงนับว่ามีคุณค่าต่อสถาบันครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการส่งเสริมความรักความสามัคคีและสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัว อันเป็นรากฐานของสังคมที่แท้จริง ซึ่งจะส่งผลไปถึงความรักความสามัคคีของคนในชาติด้วย และเชื่อได้ว่าช่วงเทศกาลนี้จะไม่มีเหลืองมีแดงมาทำให้รำคาญใจด้วยแต่อย่างไรก็ดี สงกรานต์ก็สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมากมายมหาศาลทุกปี แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในทุกๆ ปีนั้น หาใช่เป็นเพราะกิจกรรมโดยตรงของสงกรานต์ แต่เกิดจากความขาดสติยั้งคิดของคนที่เข้าร่วมกิจกรรมสงกรานต์เป็นสำคัญ การเล่นสงกรานต์ด้วยความคึกคะนองด้วยวิธีพิสดารต่างๆ การแสดงอนาจารในที่สาธารณะ การลวนลามทางเพศ การดื่มสุราและเสพของมึนเมา และการใช้ยานพาหนะด้วยความประมาท ล้วนเป็นสาเหตุของความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินที่แท้จริงเนื่องจากการจัดงานสงกรานต์ในแต่ละท้องที่จะเริ่มก่อนเริ่มหลังต่างๆ กันไป บางที่บางแห่งเริ่มกันตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน แต่บางที่บางแห่งกว่าจะเริ่มงานก็หลังวันที่ 20 เมษายนไปแล้ว เช่น สงกรานต์พระประแดง เป็นต้น ทำให้กว่าจะสิ้นสุดบรรยากาศของสงกรานต์จริงๆ ก็ตกไปถึงปลายเดือนเมษายน ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า เดือนเมษายนเกือบทั้งเดือนเป็นเทศกาลสงกรานต์ก็ว่าได้ แต่ไม่ว่าท้องที่ใดจะเริ่มจะเลิกงานสงกรานต์ช่วงไหนเวลาใดนั้นไม่สำคัญ แต่ความสำคัญนั้นอยู่ที่กิจกรรมตามประเพณีที่พึงปฏิบัติในเทศกาลสงกรานต์นี้เท่านั้นแม้สภาพอากาศช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ อาจจะร้อนแล้งมากยิ่งขึ้นไปอีกได้(หากไม่มีฝนตกลงมาช่วยลดอุณหภูมิและบรรเทาความแห้งแล้ง) แต่เชื่อได้ว่า การทำกิจกรรมตามประเพณีของเทศกาลสงกรานต์น่าจะช่วยผ่อนคลายความร้อนความแล้ง ในใจลงได้ไม่มากก็น้อย ฉะนั้น ใครที่ยังไม่ได้ทำกิจกรรมดีๆ ตามประเพณีของเทศกาลสงกรานต์นี้ ก็ควรรีบลงมือทำก่อนในตอนนี้ อย่าปล่อยให้เทศกาลนี้ผ่านไปโดยไม่ได้ทำอะไรดีๆ บ้างเลยอย่ารอโอกาสหน้า เพราะเวลาและวารีไม่เคยคอยใคร บางทีปีหน้าอาจไม่มีโอกาสอีกก็เป็นได้ เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนพุทธบริษัทให้ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชรคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่มา :เนื้อหาจาก (แนวหน้า )  21 เม.ย 2556
1 มกราคม 2557     |      2667
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร เข้าร่วมพิธีดำหัวผู้อาวุโส นายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี และนายกสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ ประจำปี 2556
    คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร เข้าร่วมพิธีดำหัวผู้อาวุโส นายกสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี และนายกสมาคมศิษย์เก่าแม่โจ้ ประจำปี 2556 วันศุกร์ที่ 26 เมษายน มีกิจกรรมการประกวดขบวนแห่ การประกวดการตำส้ม และลาบเมือง เพื่อสืบทอดประเพณีปีใหม่เมืองของชาวล้านนา โดยมีผู้บริหารและบุคลากรของ คณะฯ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมากโดยจัดขึ้น ณ อาคารแผ่พืชน์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่  คณะฯ ได้รับรางวัล 2 รายการได้แก่ รางวัลชนะเลิศ การแข่งขันลาบ  และรองชนะเลิศขบวนแห่
1 มกราคม 2557     |      2203
ปัญหาหมอกควัน จ.เชียงใหม่ แก้ไม่ง่ายอย่างที่คิด โดย ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร (แนวหน้า ) 30 มี.ค 2556
          หมอกควัน (Smog) หมายถึงสภาพอากาศที่ประกอบไปด้วยหมอก (Fog) และควัน (Smoke) ผสมปนกันอยู่ (Smoke + Fog = Smog) สามารถมองเห็นได้จากทัศนวิสัยที่เลวลงและกลิ่นของควันไฟจากอากาศ ซึ่งจัดเป็นมลภาวะทางอากาศประเภทหนึ่ง โดยทั่วไปส่วนของหมอก จะเกิดจากอุณหภูมิอากาศลดต่ำลงจนไอน้ำในอากาศเกิดการควบแน่นเป็นละอองน้ำ โดยจะเห็นเป็นควันสีขาวไม่มีกลิ่นซึ่งมักจะเกิดขึ้นตามปกติในช่วงเช้าของฤดูหนาว (อ่านต่อบทความแบบ PDF คลิ๊กที่นี้แต่ควันนั้นจะเกิดจากการเผาไหม้ในลักษณะต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะเห็นเป็นสีเทาหรือดำ และมีกลิ่นไหม้ต่างๆกันตามชนิดของเชื้อเพลิง ควันจึงประกอบด้วยก๊าซชนิดต่างๆจากการเผาไหม้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เป็นสำคัญ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ควันยังประกอบด้วยเขม่า ซึ่งเป็นฝุ่นละอองหรืออนุภาคขนาดเล็กมากต่างๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10)นั้น สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของคนและสัตว์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่งแม้ว่าปีนี้จะมีฝนตกประปรายทั่วภาคเหนือตอนบนเป็นระยะๆ ก็ตาม (นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนมีนาคม) จนหลายคนคาดการณ์ว่า ปีนี้หมอกควันในภาคเหนือตอนบนจะไม่รุนแรงเข้าขั้นวิกฤติเหมือนทุกๆ ปีที่ผ่านมา แต่พอฝนทิ้งช่วงได้ไม่นาน จังหวัดเชียงใหม่ก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์หมอกควันในขั้นวิกฤติ (นับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นมา)ทั้งนี้สามารถรับรู้ได้โดยตรงจากทัศนวิสัยทั่วไปที่เลวลงเป็นลำดับ เช่น ผู้โดยสารเครื่องบินมาลงสนามบินเชียงใหม่ไม่สามารถมองเห็นตัวเมืองเชียงใหม่ได้ จนกว่าเครื่องบินจะลดเพดานบินลงมาใกล้พื้นดิน หรือไม่อาจมองเห็นดอยสุเทพจากในตัวเมืองเชียงใหม่ได้เช่นปกติ เป็นต้น และจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศพบว่า ค่า PM10 สูงกว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัย (120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)เช่นเดียวกับจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือตอนบนทั้ง 9 จังหวัดปัญหานี้ทั้งทางจังหวัดเชียงใหม่ และกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่างก็เตรียมการรับมือไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาได้ทั้งนี้เพราะปัญหาหมอกควันแก้ยากกว่าที่คิดด้วยสาเหตุดังนี้ประการแรก หมอกควันจากจังหวัดข้างเคียง เป็นที่ทราบกันดีจากสถิติหมอกควันของทุกๆ ปีว่า จังหวัดที่เกิดหมอกควันสูงในอันดับต้นๆ คือ จังหวัดที่อยู่รายล้อมจังหวัดเชียงใหม่ อันได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนทางด้านตะวันตก จังหวัดเชียงราย ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดลำปางทางตะวันออกและจังหวัดลำพูนทางด้านใต้ และในกรณีของจังหวัดลำพูนนั้น แม้สถิติหมอกควันอาจจะไม่สูงเท่าจังหวัดเชียงรายและแม่ฮ่องสอน แต่จังหวัดลำพูนนั้นมีที่ตั้งอยู่ในแอ่งที่ราบเดียวกันกับจังหวัดเชียงใหม่ หมอกควันในจังหวัดลำพูน จึงแผ่ขยายเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่ได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่มีมวลอากาศเย็น (ความกดอากาศสูง)แผ่เข้ามาปกคลุมตอนบนของประเทศไทย ดังนั้น การป้องกันการเผาในที่โล่งแจ้งเฉพาะพื้นที่ภายในจังหวัดเชียงใหม่จึงไม่เพียงพอต่อการป้องกันสถานการณ์หมอกควันที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งหมดประการที่สอง ยังไม่อาจหยุดยั้งการเผาของเกษตรกรรอบนอก ปัญหานี้ทุกฝ่ายทราบกันดีอยู่แล้วว่า ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะการเผาตอซังข้าวโพดในพื้นที่ห่างไกลซึ่งมีการเผาสองถึงสามครั้งในแต่ละรอบของการปลูก เริ่มจากการเผาเปิดพื้นที่ปลูก เผาตอซังหลังเก็บเกี่ยวฝัก และเผาซังข้าวโพดหลังจากกะเทาะเมล็ดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่า มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเพิ่มขึ้นทุกปีจากการส่งเสริมของภาคธุรกิจอาหารสัตว์ของบริษัทเอกชนนอกจากนี้ การเผาป่าเผาหญ้าก็ยังคงมีอยู่เสมอๆในพื้นที่ห่างไกลรอบนอก ด้วยเหล่าคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งนี้เพราะคนเหล่านี้ได้รับผลประโยชน์จากการเผาโดยตรง แต่พวกเขาแทบจะไม่ได้รับอะไรตอบแทนโดยตรงเลยจากการงดการเผา อีกทั้งคนเหล่านี้แม้มีจำนวนน้อยแต่กลับสร้างหมอกควันได้มาก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะชักจูงให้คนเหล่านี้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและยอมให้ความร่วมมืออย่างจริงจังประการที่สาม การบริหารการเผายังทำไม่ได้อย่างจริงจัง จากความเข้าใจต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่กันดารและห่างไกลที่ยากจะขจัดการเผาได้อย่างเด็ดขาด ทางกรมควบคุมมลพิษ จึงคิดวิธีแก้ปัญหา โดยการยอมให้มีการเผาตามความจำเป็น หรือการบริหารการเผานั่นเอง ด้วยการกำหนดวัน เวลา พื้นที่ และปริมาณการเผาตามโควตา เพื่อให้สามารถควบคุมหมอกควันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สูงเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยได้ ซึ่งแม้วิธีการนี้จะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แต่วิธีนี้ก็น่าจะช่วยลดปัญหาต่างๆ ในเบื้องต้นลงได้มาก ทั้งปัญหาด้านกายภาพและปัญหาด้านสังคม แต่น่าเสียดายที่ในปีนี้ยังไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ วิธีนี้จึงยังไม่เห็นผลอย่างจริงจังประการสุดท้าย คนที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ในพื้นที่ที่มีคนอยู่หนาแน่นทั้งในเขตตัวจังหวัด ตัวอำเภอ และในเขตเทศบาล จะมีการรณรงค์ให้งดการเผาในช่วง 80 วันอันตราย (ปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนเมษายน) อย่างเข้มงวด และประชาชนส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือด้วยดี เพราะต่างเข้าใจดีว่า ประโยชน์จากการเผาขยะมูลฝอยในชุมชนไม่คุ้มกับผลกระทบจากหมอกควันที่เกิดขึ้น อีกทั้งชาวเชียงใหม่เคยได้รับบทเรียนอย่างแสนสาหัสมาแล้วในปี พ.ศ. 2550 เพราะในปีนั้นมีการตรวจวัดค่า PM10 กลางเมืองเชียงใหม่ได้สูงสุดถึง 383 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรนับตั้งแต่นั้นมาการรณรงค์ให้งดการเผาในเขตชุมชนทั้งในระดับเทศบาลและอบต.นับว่าได้ผลเป็นอย่างดี และยังไม่เคยปรากฏปัญหาหมอกควันรุนแรงในขั้นวิกฤติได้เท่าปีนั้นอีก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถทำให้ปราศจากปัญหาหมอกควันลงได้อย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับปีนี้ แม้สถานการณ์หลายอย่างจะเป็นใจจนสามารถผ่านช่วง 80 วันอันตรายมาได้กว่าครึ่งทางแล้ว แต่สุดท้ายปัญหาหมอกควันก็ยังยกระดับขึ้นจนถึงขั้นวิกฤติอีกจนได้ แม้ประชาชนชาวเชียงใหม่ส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 80-90) ไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้นก็ตามจังหวัดเชียงใหม่ได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่น่าอยู่ติดอันดับต้นๆ ของโลก อากาศดีเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เมืองเชียงใหม่น่าอยู่ แต่ถ้าใครได้มาเชียงใหม่ ในช่วงที่มีวิกฤติหมอกควัน คงไม่มีใครคิดเช่นนั้นอย่างแน่นอน เพราะหมอกควันไม่เพียงแค่ทำลายทัศนียภาพและบรรยากาศของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่กำลังทำลายสุขภาพของทุกคนที่ต้องเผชิญโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ปัญหาหมอกควันกำลังบั่นทอนความน่าอยู่ของเมืองเชียงใหม่ลงไปอย่างน่าเสียดาย (ขนาดคนที่เคยอยู่เชียงใหม่มานานนับสิบปียังอยากย้ายหนีไปที่อื่นเลย) แม้ปัญหาจะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ (ราว80-100 วัน) แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำแทบทุกปี ปัญหานี้ทำให้ความน่าอยู่ของเมืองเชียงใหม่หดหายไปเป็นอันมาก ดังนั้น แม้ปัญหานี้จะแก้ไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด แต่ความพยายามที่จะแก้ปัญหานี้จะต้องมีต่อไปในทุกระดับ และที่สำคัญ นายกรัฐมนตรีก็เป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิดน่าจะช่วยทำอะไรให้ชาวเชียงใหม่ได้มากกว่านี้ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชรคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่มา :ภาพและเนื้อหาจาก (แนวหน้า )  30 มี.ค 2556
4 กันยายน 2556     |      6559
นายกฯหญิงคนแรก นโยบายบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก โดย ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร (แนวหน้า ) 19 มี.ค 2556
           อะไรๆก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าเป็น สิ่งแรก อันแรก หรือครั้งแรก ล้วนเป็นเรื่องที่ยากจะลืมเลือน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะน่าจดจำหรือไม่ก็ตาม และการที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงเป็นครั้งแรก จึงเป็นเรื่องที่คนไทยต้องจดจำและไม่อาจจะลืมเลือน โดยไม่จำเป็นต้องมีอะไรมาเป็นข้อบ่งชี้ว่า เรื่องนี้ควรเป็นเรื่องที่น่าประทับใจและต้องจดจำ หรือมันจะเป็นจุดด่างพร้อยของประวัติศาสตร์ไทยที่เราต้องพยายามลืมๆกันไป ทั้งนี้เพราะผลงานที่ผ่านมาในรอบปีกว่าของฯพณฯนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยนั้น ยังไม่สามารถสร้างความประทับใจอะไรให้กับคนไทยและประเทศไทยได้อย่างชัดเจนนั่นเอง (อ่านต่อบทความแบบ PDF คลิ๊กที่นี้สำหรับ นโยบายบ้านหลังแรกและนโยบายรถยนต์คันแรก นับเป็นนโยบายแรกๆที่ดำเนินการมาจนบรรลุผลโดยสมบูรณ์แล้ว การกล่าวถึงนโยบายนี้ ณ เวลานี้ จึงเป็นการวิจารณ์ถึงความเป็นจริงตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การวิพากษ์หรือคาดเดาเหมือนตอนเริ่มนโยบายแต่อย่างใด แต่ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์หรือวิจารณ์ ผลลัพธ์ของมันก็แทบไม่ต่างกันเลย ดังนี้ตั้งแต่รัฐบาลดำเนิน นโยบายบ้านหลังแรกมาจนถึงนโยบายรถยนต์คันแรก เป็นต้นมานั้น แม้ว่าหลายคนจะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ โดยผู้บริโภคกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆแล้ว ล้วนเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า ผู้มีอันจะกิน เกือบทั้งสิ้น เพราะผู้ที่สามารถซื้อบ้านเดี่ยวในราคาเรือนล้าน หรือผู้ที่สามารถซื้อรถยนต์ใช้เป็นของส่วนตัวได้นั้น ย่อมไม่ใช่คนยากคนจนอย่างแน่นอนอยู่แล้ว อย่างน้อยต้องเป็นคนระดับกลางขึ้นไปนโยบายทั้งสองเรื่องนี้จึงไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มคนยากคนจนตามที่รัฐบาลแถลงไว้แต่อย่างใด แต่เป็นการกระตุ้น กิเลสให้คนจนที่ยังไม่พร้อมจะมีบ้านและรถยนต์ส่วนตัว(ไม่รู้จักประมาณตนได้ดีพอ)กระโจนเข้าสู่วังวนของหนี้สินระยะยาว แทนที่คุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้จะค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับตามศักยภาพและกำลังความสามารถ แต่คุณภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้กลับจะค่อยๆต่ำลงเพราะภาระดอกเบี้ยที่ตามมา และอาจต้องกลายเป็นมนุษย์เงินกู้ไปตลอดชีวิตโดยปริยายด้วยขณะที่นโยบายบ้านหลังแรก สามารถกระตุ้นวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้บ้างเล็กน้อย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเรื่องของบ้านผู้ซื้อต้องใช้วงเงินค่อนข้างสูงมาก(เป็นหลักล้าน)อีกทั้งยังมีปัจจัยแวดล้อมประกอบการตัดสินใจมากมายหลายประการ การยับยั้งชั่งใจของผู้บริโภคจึงค่อนข้างสูง การตัดสินใจจึงเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ อุปสงค์ของบ้านหลังแรกจึงค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป ปัญหาที่ตามมาจึงมีไม่มากนักแต่สำหรับนโยบายรถยนต์คันแรกนั้นกลับต่างออกไป เพราะอุปสงค์ของรถยนต์คันแรกเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จึงสามารถกระตุ้นอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ได้เป็นอันมาก ทั้งนี้คงเป็นเพราะการตัดสินใจของผู้บริโภคเรื่องรถยนต์ทำได้ง่ายกว่า เพราะวงเงินที่ใช้ต่ำกว่าบ้านมาก โดยรถยนต์ที่เข้าข่ายได้รับคืนเงินภาษีนั้น ต้องมีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน ๑,๕๐๐ ซีซี (ราคาไม่ถึงล้านบาท) นโยบายนี้จึงมีผลกระทบโดยตรงในทางบวกต่อยอดการผลิตรถยนต์ของไทยในรอบปี ๒๕๕๕ ให้สูงเกิน ๒ ล้านคันได้เป็นปีแรก ซึ่งทำให้รัฐบาลหลงใหลได้ปลื้มกับความสำเร็จของนโยบายนี้เป็นอันมากแต่ถ้าพิจารณากันให้ถ่องแท้จะเห็นได้ว่า ยอดการจำหน่ายรถยนต์ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนนั้นมาจากยอดขายภายในประเทศเป็นหลัก ส่วนยอดส่งขายไปยังต่างประเทศนั้นไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมากมายแต่อย่างใด ซึ่งชี้ให้เห็นว่า  แม้โดยภาพรวมบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และอะไหล่ภายในประเทศ และธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้องจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากนโยบายนี้ แต่บริษัทแม่จากต่างชาติกลับได้รับประโยชน์ไปเต็มๆง่ายๆมากกว่าใครดังนั้น กรณีนี้จึงไม่น่าจะปลาบปลื้มเท่าไรนัก เพราะนอกจากงบประมาณของชาติจะสูญไปนับแสนล้านบาทกับนโยบายนี้แล้ว เงินตราส่วนหนึ่งยังไหลออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย ขณะที่นโยบายนี้สร้างประโยชน์เพียงเล็กน้อยกับคนในชาติแค่กลุ่มเล็กๆเท่านั้น ซึ่งล้วนไม่ใช่คนยากคนจน แต่เป็นคนชั้นกลางและเหล่ามหาเศรษฐีเจ้าของกิจการร่วมทุนกับต่างชาติแทบทั้งสิ้นและในทางกลับกัน นโยบายรถยนต์คันแรก กลับมีผลทำให้ธุรกิจรถยนต์มือสองต้องซบเซาอย่างช่วยไม่ได้ และไม่มีใครช่วย แต่เชื่อว่าในระยะเวลาอีกไม่เกิน ๕ ปี ธุรกิจนี้จะกลับมาคึกคักอีกอย่างแน่นอน เพราะรถยนต์คันแรกจำนวนไม่น้อยจะต้องถูกปล่อยออกมาสู่ตลาด อันมีสาเหตุมาจากภาระหนี้สินที่ล้นมือของผู้ซื้อที่ยังไม่พร้อมในตอนนี้ และจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้บริโภคที่คิดจะซื้อหารถยนต์มือสองไว้ใช้ในตอนนั้นขณะนี้ มีผู้บริโภคที่ด่วนตัดสินใจซื้อรถยนต์คันแรกไปใช้ตั้งแต่ปีก่อนทั้งๆที่ยังไม่มีความพร้อม บางส่วนเริ่มมีปัญหาค้างชำระเงินค่างวดแล้ว (ตามรายงานข่าวของวงการสินเชื่อ) ถึงตรงนี้ เค้าลางของปัญหาเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น กรณีที่ผู้ซื้อไม่อาจครอบครองรถยนต์ไว้จนครบ ๕ ปีตามเงื่อนไข จะเป็นด้วยสาเหตุทางการเงินหรืออุบัติเหตุใดๆก็ตามแต่ การเรียกคืนเงินภาษีที่ผู้ซื้อรับไปแล้ว (รัฐบาลจ่ายคืนให้เมื่อผู้ซื้อครอบครองรถยนต์ไว้ครบปี) ซึ่งคาดว่าจะถูกใช้จ่ายจนหมดไปในเวลาอันรวดเร็วนั้น จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมผู้ซื้อให้มีปัญหาทางการเงินหนักยิ่งขึ้นไปอีก  และเมื่อถึงขั้นนั้น รถยนต์คันแรกก็จะกลายเป็นรถยนต์คันสุดท้ายในชีวิตของผู้ซื้ออย่างไม่ต้องสงสัยทั้งหมดที่กล่าวมายังไม่รวมถึงภาวะเงินเฟ้อที่กำลังส่อเค้าว่าจะเป็นปัญหาตามมาในเร็ววันนี้ อันเป็นผลจากนโยบายอื่นๆที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท เงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท และนโยบายประชานิยมอื่นๆอีกหลายนโยบาย ที่ล้วนมีส่วนกดดันให้ภาระค่าครองชีพสูงขึ้นไปอีกการที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีหญิงเป็นครั้งแรกนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีตามยุคตามสมัย และไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธเพราะความเป็นผู้หญิง เว้นเสียแต่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยจะไม่สามารถกำหนดนโยบายใหม่ๆ หรือดำเนินนโยบายอะไร ที่ก่อให้เกิดสัมฤทธิผลต่อประชาชนและประเทศชาติได้มากไปกว่านโยบายบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น แม้ไม่มีใครคิดขอให้ ฯพณฯ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกและคนสุดท้ายของประเทศไทย แต่อย่างน้อยก็คงต้องขอให้ฯพณฯ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกเพียงแค่สมัยแรกและสมัยสุดท้ายเถอะผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชรคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่มา :ภาพและเนื้อหาจาก (แนวหน้า )  19 มี.ค 2556
4 กันยายน 2556     |      3194
กิจกรรมสร้างเครือข่ายด้านประกันคุณภาพ เรื่อง การผลักดันตัวชี้วัดประกันคุณภาพด้านการเรียนการสอน
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรร่วมกับคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี  ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย   ด้านการประกันคุณภาพการศึกษา  ในหัวข้อเรื่อง   “การผลักดันตัวชี้วัดประกันคุณภาพด้านการเรียนการสอน”   ในวันพฤหัสบดีที่  28  กุมภาพันธ์  2256  เวลา  09.00 น.  ณ  ห้องประชุม  2201-2202  อาคารศูนย์สัตวศาสตร์และเทคโนโลยี  คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยแม่โจ้
3 มิถุนายน 2556     |      4532
โครงการให้คำรึกษาและสำรวจความต้องการของชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2556
ตามที่งานบริการวิชาการและวิจัย คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ได้จัดให้มีโครงการให้คำปรึกษาและสำรวจความต้องการของชุมชน  ณ วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ซึ่งมีพระสรยุทธ ชัยปัญโญ เป็นผู้นำให้ชุมชนหันมาดำรงชีวิตแบบพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง   โดย มุ่งรักษาผืนป่าและแหล่งน้ำในชุมชน มากกว่าการมุ่งหากำไร     จากการสำรวจความต้องการของชุมชนบริเวณวัดพระบรมธาตุดอยผาส้มพบว่าทางชุมชนแบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 ด้าน คือด้านที่ 1. การเกษตร ด้านที่ 2 การแปรรูปผลิตภัณฑ์ ด้านที่ 3 การตลาด ด้านที่ 4 การอนุรักษ์ป่าไม้และแหล่งน้ำ สรุปโครงการให้คำปรึกษาและสำรวจความต้องการของชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ เอกสารประกอบ PDF
3 กุมภาพันธ์ 2556     |      2610
พิธีพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ประจำปีการศึกษา 2554-2555 ครั้งที่ 35
    พิธีพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ครั้งที่ 35 ประจำปีการศึกษา 2554-2555 เมื่อ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยา ลัยแม่โจ้ ครั้งที่ 35 ประจำปีการศึกษา 2554-2555 โดยมีคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเดินนำขบวนบัณฑิตจำนวน 4,216 คน เข้าสู่ศูนย์กีฬากาญจนาภิเษก รัชกาลที่ 9 สถานที่รับพระราชทานปริญญาบัตร เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรต่อไป
1 มกราคม 2557     |      3313
หมอกควันภาคเหนือในช่วง 80 วันอันตราย โดย ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร (แนวหน้า ) 7 ก.พ 2556
       “ภาคเหนือ” โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบนอันประกอบด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ และแม่ฮ่องสอน จัดเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อมลภาวะทางอากาศสูงที่สุดของประเทศ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อน อันเป็นอุปสรรคต่อการถ่ายเทของอากาศ ประกอบกับมีภูมิอากาศที่แห้งแล้งยาวนานกว่าทุกๆ ภาคของประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน คาบเกี่ยวตั้งแต่ช่วงฤดูหนาว (พ.ย.-ก.พ.) ไปจนถึงช่วงฤดูร้อน(ก.พ.-เม.ย.) พื้นที่ส่วนนี้นอกจากจะมีเชื้อไฟจากชีวมวลของป่าไม้ผลัดใบปริมาณมาก มายมหาศาลแล้ว ยังมีเชื้อไฟจากเศษซากพืชทางการเกษตรอีกเป็นปริมาณมากด้วย พื้นที่ส่วนนี้ของประเทศจึงต้องเผชิญกับปัญหามลพิษจากหมอกควันในขั้นวิกฤติ อยู่เป็นประจำ (อ่านต่อบทความแบบ PDF   คลิ๊กที่นี้          สำหรับปีนี้ ทางกรมควบคุมมลพิษ ก็ได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ไว้แล้ว กล่าวคือ ได้มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อระดมความคิดเห็นต่อการเตรียมการแก้ไขปัญหาหมอกควันที่เกิดจากไฟป่าและ การเผาในที่โล่งแจ้ง ปี 2556 แล้วในหลายจังหวัด ตั้งแต่ปลายปี 2555 ซึ่งมีทั้งนักวิชาการ ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนจากภาคประชาชนเข้าร่วมประชุมจำนวนมาก จึงน่าเชื่อได้ว่า ปีนี้จะสามารถรับมือกับสถานการณ์หมอกควันได้ดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา                นอกจากนี้ ทางกรมควบคุมมลพิษยังได้ร่างมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควัน ภาคเหนือตอนบน ปี 2556 ให้ทุกฝ่ายร่วมพิจารณาด้วย มีทั้งมาตรการห้ามเผาโดยเด็ดขาดในช่วงวิกฤติ มาตรการจัดระเบียบการเผา มาตรการป้องกันไฟป่า มาตรการสนับสนุนหมู่บ้านปลอดการเผา มาตรการส่งเสริมภาคเอกชนและภาคีร่วมป้องกันและแก้ไขมลพิษจากหมอกควัน มาตรการสื่อสารประชาสัมพันธ์สู่กลุ่มเป้าหมาย มาตรการแจ้งเตือนสถานการณ์หมอกควัน มาตรการขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมาตรการอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง       แม้มาตรการต่างๆ จะยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย เพราะยังมีข้อถกเถียงกันอยู่บ้างเรื่องรายละเอียดในทางปฏิบัติของบางประเด็น แต่เชื่อว่า หากมาตรการดังกล่าวเหล่านี้ได้รับการดูแลปฏิบัติจากองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. อบต. และเทศบาลต่างๆ เป็นต้น ซึ่งหากหน่วยงานเหล่านี้ช่วยกันทำให้เกิดเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่งได้ ปัญหามลภาวะทางอากาศในเขตพื้นที่ภาคเหนือจะไม่รุนแรงเข้าขั้นวิกฤติเหมือนใน ปี 2550 อย่างแน่นอน               แต่อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนเมษายน รวมระยะเวลาประมาณ 80 วันนี้ นับเป็นช่วงอันตรายอย่างยิ่งต่อการเกิดหมอกควันจากการเผาไหม้ เพราะเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งที่สุด อีกทั้งมีเชื้อไฟสะสมไว้เป็นปริมาณมาก ทั้งชีวมวลจากป่าไม้และเศษซากพืชทางการเกษตร (หากไม่มีการทยอยเผามาก่อน) ซึ่งถ้าหากมีไฟป่าหรือมีการเผาเศษซากพืชทางการเกษตรพร้อมๆ กันในช่วงนี้ มลพิษทางอากาศจะรุนแรงเข้าขั้นวิกฤติได้โดยง่าย        ขณะนี้ได้ย่างเข้าสู่ช่วง 80 วัน อันตรายแล้ว แม้มีบางส่วนบางจังหวัดมีไฟป่าเกิดขึ้นและมีการเผาไร่นาทำให้คุณภาพอากาศต่ำ กว่าค่ามาตรฐาน (120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) อยู่บ้าง แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงเป็นที่น่าพอใจ แต่ถึงกระนั้น ระยะเวลาที่เหลืออีกราว 2 เดือน ยังคงต้องเฝ้าดูแลอย่าง ใกล้ชิดต่อไป                 แม้กรมอุตุนิยมวิทยา จะเคยคาดการณ์ไว้ว่า ปีนี้จะเป็นปีของเอลนีโญที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดความแห้งแล้งมากกว่าปกติ อันเป็นสาเหตุสำคัญที่จะมีผลทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศในภาคเหนืออย่างรุนแรง เข้าขั้นวิกฤติได้ แต่ล่าสุดเป็นที่น่ายินดีว่า สถานการณ์จะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะจากการเฝ้าติดตามอุณหภูมิของน้ำทะเลรอบๆ ประเทศไทย ที่ระดับความลึก 0-300 เมตร พบว่า มีความแตกต่างจากค่าปกติน้อยมาก (+ 0.5 องศาเซลเซียสเท่านั้น) ซึ่งทำให้เป็นที่เบาใจได้ว่า เอลนีโญจะไม่เกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งนี้         และที่สำคัญยังปรากฏว่ามีฝนตกประปรายในพื้นที่ภาคเหนือในช่วงปลายเดือน มกราคมด้วย ซึ่งช่วยลดปริมาณหมอกควันที่เริ่มมีบ้างแล้วลงไปได้เป็นอันมาก แต่ถึงกระนั้น มลพิษจากหมอกควันในภาคเหนือก็ยังไม่อาจวางใจได้ เพราะการเผาป่าและการเผาไร่นายังคงเป็นวิถีชีวิตของคนบางส่วนที่ยังไม่อาจ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้ในขณะนี้ ดังนั้น หน่วยงานของภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเข้มงวดกวดขันกันต่อไป จนกว่าจะพ้น 80 วันอันตรายนี้ไปให้ได้                   ในช่วงหลายปีมานี้ มีข้อที่น่าห่วงใยอีกประการหนึ่งคือ มีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ไปตั้งฐานการผลิตอยู่หลายแห่งในภาคเหนือ จึงมีภาคเอกชนเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้น เพราะข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญของอาหารสัตว์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน จากแรงจูงใจด้านราคาและความแน่นอนของรายได้ ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไปอย่างไม่จำกัด ตั้งแต่พื้นที่ราบลุ่มไปจนถึงบนยอดดอย การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เหล่านี้ นับเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการเผา เพราะเป็นพื้นที่ห่างไกลจากชุมชนและการคมนาคม        โดยเริ่มตั้งแต่การเผาป่าหรือพื้นที่รกร้างเพื่อเปิดพื้นที่เพาะปลูก การเผาต้นตอซังหลังการเก็บเกี่ยว และยังต้องเผาซังข้าวโพดหลังการสีหรือกะเทาะเมล็ดออกจากฝักแล้วด้วย เรื่องนี้มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ แต่ดูเหมือนทางจังหวัดและหน่วยงานในท้องถิ่น รวมทั้งกรมควบคุมมลพิษก็ยังหาทางออกไม่ได้     สำหรับทางออกของปัญหาดังกล่าวเท่าที่พอเป็นไปได้ในปัจจุบันคือ การขอความร่วมมือและร่วมรับผิดชอบจากกลุ่มธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ ให้ช่วยหามาตรการควบคุมเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดส่งโรงงานของตน เช่น การรับซื้อต้นข้าวโพดและซังข้าวโพดไปผลิตพลังงานหรือทำปุ๋ยหมัก ซื้อข้าวโพดในราคาพิเศษหรือลดราคาปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร หากเกษตรกรสามารถลดการเผาลงได้ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะมาตรการทางกฎหมายคงไม่อาจนำมาใช้กับกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ได้ เพราะไม่ใช่ผู้ก่อมลพิษโดยตรง แต่ความตระหนักในกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้น นับเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะต้องให้ความร่วมมือและร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามสมควร                 ปีนี้พื้นที่ภาคเหนือตอนบนอาจผ่านพ้น 80 วันอันตรายไปได้ โดยไม่ปรากฏมลพิษจากหมอกควันถึงขั้นวิกฤติเลยก็เป็นได้ ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะสถานการณ์ต่างๆ เป็นใจ รวมทั้งหน่วยงานของแต่ละท้องถิ่นแต่ละจังหวัดต่างตื่นตัว เพราะได้รับการกระตุ้นจากกรม ควบคุมมลพิษให้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่สำหรับปีต่อๆ ไปก็จะต้องไม่ปล่อยปละละเลยด้วย โดยเฉพาะการสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องกระทำกันอย่างต่อเนื่องต่อไปผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชรคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่มา :ภาพและเนื้อหาจาก (แนวหน้า )  7 ก.พ 2556
4 กันยายน 2556     |      6297
การเสนอผลงานประดิษฐ์คิดค้น เพื่อขอรับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2557
วช. ได้กำหนดระยะเวลาให้ผู้ประสงค์จะเสนอผลงานประดิษฐ์คิดค้น  เพื่อขอรับรางวัลฯ ประจำปี 2557จัดทำรายละเอียดตามข้อกำหนด สามารถดาวน์โหลดรายละเอียดแบบฟอร์มต่างๆ ดังนี้ ประกาศ! การเสนอผลงานประดิษฐ์คิดค้น เพื่อขอรับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น  ประจำปี  ๒๕๕๗คำชี้แจงประกอบแบบ วช. ๒ ประเบียบสภาวิจัยแห่งชาติ ว่าด้วยการให้รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น  พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อกำหนดสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติในการเสนอผลงานประดิษฐ์คิดค้น เพื่อขอรับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น พ.ศ. ๒๕๕๑- แบบฟอร์มการเสนอผลงานฯส่งถึงส่วนวิจัยเกียรติคุณ  ภารกิจบริหารจัดการผลงานวิจัย  สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ๑๙๖ ถนนพหลโยธิน  แขวงลาดยาว  เขตจตุจักร  กรุงเทพมหานคร  ๑๐๙๐๐  ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๖
1 มกราคม 2557     |      3893
ทั้งหมด 100 หน้า