คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
FACULTY OF ENGINEERING AND AGRO-INDUSTRY, MAEJO UNIVERSITY
กิจกรรมแลกเปลี่ยน เรียนรู้ระหว่างคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กับ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิสิน บวรสมบัติ คณบดี คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการให้การต้อนรับ คณะศึกษาดูงาน จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อำพิน กันธิยะ รองคณบดี และบุคลากรของสำนักงานคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าศึกษาดูงานเละแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของงานต่างๆ ตามโครงสร้างการบริหารงงานของสำนักงานเลขา ณ ห้อง EA201 ชั้น 2 อาคารพนมสมิตรานนท์ ในวันที่ 15 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา
24 กันยายน 2558     |      766
มติ ปอมท.เรื่องการเปิด ปิดเทอมมหาวิทยาลัยไทยตามอาเซียน โดย สุพจน์ เอี้ยงกุญชร (มติชนรายวัน 23 มิ.ย.2558)
หลังจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้เปลี่ยนเวลาเปิด-ปิดเทอมมหาวิทยาลัยไทยตามอาเซียนมาได้หนึ่งปีการศึกษา แล้วนั้น ทั้งอาจารย์และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงต่างออก มายืนยันถึงความไม่เหมาะสมกันอย่างกว้างขวางและในที่สุดที่ประชุมประธานสภา อาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย(ปอมท.)จึงได้นำเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระ พิจารณาในคราวประชุม ปอมท.ครั้งที่ 5/2558 ที่จัดประชุมขึ้นระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคม พ.ศ.2558 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งผลการพิจารณาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2558 ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิกการเปิด-ปิดมหาวิทยาลัยตามอาเซียน โดยให้ประธาน ปอมท.ทำหนังสือเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาทบทวนความ เหมาะสม ด้วยเหตุผลด้านผลเสียที่เกิดขึ้นหลายประการ ดังนี้ ประการแรก เป็นอุปสรรคต่อการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากในช่วงเทอมที่ 2 จะคาบเกี่ยวกับช่วงฤดูร้อนเต็มๆ (ทั้งเดือนมีนาคม เดือนเมษายน และการสอบปลายภาคช่วงต้นเดือนพฤษภาคม) โดยเฉพาะเดือนมีนาคมและเมษายนอันเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนที่สุดในรอบปี สภาพอากาศร้อนย่อมมีผลทำให้การเรียนการสอนไม่มีประสิทธิภาพ และเดือนเมษายนยังมีวันหยุดมาก (รวมไม่น้อยกว่า 5-8 วัน) ทั้งเทศกาลสงกรานต์ วันจักรี และวันเกณฑ์ทหาร ทำให้การเรียนการสอนไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากขาดความต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น กิจกรรมและการเรียนการสอนภาคปฏิบัตินอกห้องเรียนแทบจะกระทำไม่ได้เลยในช่วงเทอมนี้ ประการที่2เป็น อุปสรรคต่อการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเนื่องจากเดือนเมษายนนั้นอาจถือได้ว่า เป็นเดือนแห่งประเพณีและวัฒนธรรมไทย เพราะเดือนนี้มีวันสำคัญด้านประเพณีและวัฒนธรรมมากที่สุดในรอบปี ทั้งวันปีใหม่ไทย วันผู้สูงอายุ และวันครอบครัว รวมไปถึงวันเช็งเม้งของคนไทยเชื้อสายจีน การเรียนการสอนในช่วงนี้ทำให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษาไม่อาจเข้าร่วมกิจกรรม ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญดังกล่าวได้ไม่ว่าจะเป็นการใส่บาตรทำบุญการฟัง เทศน์ฟังธรรมการสรงน้ำพระ การขนทรายเข้าวัด การรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ และการร่วมกิจกรรมอื่นๆ ในครอบครัว ที่สภาพเศรษฐกิจและสังคมมีผลทำให้สมาชิกในครอบครัวหาเวลาอยู่ด้วยกันอย่าง พร้อมหน้าพร้อมตาแทบจะไม่มีแล้วในยุคปัจจุบัน ประการที่3เป็น อุปสรรคต่อการหางานของบัณฑิตเนื่องจากนักศึกษาจะจบไม่ทันช่วงฤดูรับสมัครงาน โดยเฉพาะงานราชการที่มักเปิดรับสมัครในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมซึ่งนัก ศึกษายังไม่จบการศึกษาเหมือนก่อนหน้านี้นอกจากนี้กำหนดการเกณฑ์ทหารในรอบปี ก็อยู่ในช่วงเทอมที่สองนี้หากนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายขอผ่อนผันต่อโดยไม่ไป เข้ารับการคัดเลือกเกณฑ์ทหาร นักศึกษาก็จะมีปัญหาที่อาจไม่สามารถสมัครงานได้เมื่อจบการศึกษาตอนปลายเดือน พฤษภาคม เนื่องจากไม่มีใบรับรองการผ่านการเกณฑ์ทหาร (สด.9) แต่ถ้านักศึกษาเสี่ยงไปเข้ารับการคัดเลือกเกณฑ์ทหารในเทอมที่สองนี้ หากได้รับการคัดเลือกก็จะยิ่งมีปัญหามากขึ้นไปอีกเพราะยังเรียนไม่จบ นั่นคือจะต้องลาพักการศึกษาเป็นปี ปัญหาบัณฑิตตกงานจึงมีโอกาสสูงขึ้นมากด้วยสาเหตุเหล่านี้ ประการที่ 4 เป็นอุปสรรคต่อเอกภาพทางการศึกษาของชาติ ทำให้เกิดปัญหาความไม่ต่อเนื่องระหว่างอุดมศึกษากับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจากคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่ได้เปลี่ยนการเรียนการสอนในระดับประถมและมัธยมตามอาเซียนอย่างมหาวิทยาลัย จึงเกิดความลักลั่นระหว่างมหาวิทยาลัยและมัธยม โดยเฉพาะการเรียนการสอนในคณะศึกษาศาสตร์ที่มีความยุ่งยากในการสาธิตและฝึกสอน เพราะช่วงเวลาไม่สอดคล้องกับการเรียนในขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะต้องเสียเวลาในการรอเรียนชั้นปีที่ 1 ในระดับมหาวิทยาลัยนานหลายเดือน ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นผลดีแต่อย่างใดแล้ว ซ้ำยังเป็นความเสี่ยงต่อความหลงระเริงในการเที่ยวเตร่ในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย ประการที่ 5 เป็นอุปสรรคต่อการอนุรักษ์พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องปรับอากาศสำหรับห้องเรียน และการที่นักศึกษายังคงต้องอยู่รวมกันมากๆ ในเมืองอันเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่นั้น ทำให้มีการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปามากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งๆ ที่ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ควรจะต้องพยามยามลดการใช้ไฟฟ้าลง เพราะการผลิตไฟฟ้าอาจไม่เพียงพอกับความต้องการ เนื่องจากปกติช่วงฤดูนี้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงที่สุดในรอบปีอยู่แล้ว และควรต้องลดการใช้น้ำประปาลงด้วย เพราะเป็นช่วงฤดูแล้งที่มักขาดแคลนน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปาเช่นเดียวกันด้วย ประการที่ 6 เกิดปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิตของอาจารย์และนักศึกษา รวมไปถึงผู้ปกครอง เนื่องจากต้องฝืนทำกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะการเรียนการสอนในสภาวะที่ไม่เหมาะสมกับธรรมชาติ ทั้งการเจ็บไข้จากสภาพอากาศร้อนจัดและการสะสมความเครียดในภาวะต่างๆ เช่น การตากแดด การเดินทาง การปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติและกิจกรรมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเรียนอยู่ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประถมหรือมัธยมศึกษา เป็นต้น ประการที่ 7 เกิดปัญหาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างอาจารย์ไทยกับต่างประเทศ เนื่องจากต่างมีภาระการสอนตรงกัน (เปิดและปิดเทอมตรงกันหมด) การที่อาจารย์ไทยจะไปดูการเรียนการสอนเพื่อหาประสบการณ์ตรงในต่างประเทศย่อมทำได้ยาก เพราะจะมีผลกระทบกับการเรียนการสอนในความรับผิดชอบของตนเอง แม้กรณีนี้จะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบเพียงเล็กน้อย แต่ความสำคัญนั้นอยู่ตรงที่เป็นความเห็นต่างที่ตรงกันข้ามกับที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) โดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ยังมีปัญหาปลีกย่อยของแต่ละหลักสูตรในแต่ละคณะของแต่ละมหาวิทยาลัยอีกมากมาย ที่มีปัญหาเฉพาะตนด้วยมีบริบทที่แตกต่างกัน ทั้งด้านภูมิประเทศ ด้านภูมิอากาศ และด้านสังคม ที่อาจนำมากล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนมติของ ปอมท.ได้ แต่อย่างไรก็ดี ลำพังเหตุผลข้อที่ 1-3 ซึ่งเป็นผลเสียต่อภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจนนั้น ก็น่าจะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและเลขาธิการ สกอ.เห็นชอบกับมติของ ปอมท.ได้แล้ว ถึงตรงนี้ จึงขอได้โปรดคืนความสุขให้กับอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยไทยด้วยเถอะที่มา: : ภาพและข้อความจาก มติชนออนไลน์ : http://www.matichon.co.th
6 สิงหาคม 2558     |      1050
พอหรือยังมหาวิทยาลัยไทย? กับการปิด-เปิดเทอมตามอาเซียน โดย สุพจน์ เอี้ยงกุญชร (มติชนรายวัน 12 พ.ค.2558)
ตั้งแต่เหล่าประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีข้อตกลงร่วมกันจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวในรูป ของประชาคมอาเซียน โดยได้ประกาศจะรวมตัวกันอย่างเป็นทางการในต้นปี ค.ศ.2015 ก่อนจะเลื่อนมาเป็นปลายปี 2015 นี้นั้น กระทรวงศึกษาธิการก็ได้เตรียมการเข้าร่วมด้วยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้กระตุ้นให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เตรียมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ และหนึ่งในการเตรียมตัวที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือ การปรับเวลาปิดและเปิดเทอมของมหาวิทยาลัยตามอาเซียน ซึ่งได้เริ่มปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วในปีการศึกษา 2557 ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ นี้ โดยอ้างข้อดีไว้ 4-5 ข้อ ดังนี้ 1.เพื่อความเป็นเอกภาพของภูมิภาคอาเซียน 2.เพื่อให้นักเรียนนักศึกษามีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้สะดวกขึ้นเพราะมีเวลาเรียนและเวลาหยุดตรงกัน 3.การแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยในอาเซียนจะทำได้ง่ายขึ้นเพราะมีเวลาเรียนตรงกัน โดยเฉพาะการจัดทำหลักสูตรร่วมกัน 4.ไม่เสียเวลาเมื่อนักเรียนนักศึกษาจากประเทศหนึ่งจะไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของอีกประเทศหนึ่ง 5.เกิดความเสมอภาค ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกันในการจบการศึกษาและหางานทำ 6.เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนา ทุก ข้อที่กล่าวมานี้ เป็นเหตุผลเท่าที่ผู้เขียนทราบจากทางฝ่ายผู้เสนอให้มหาวิทยาลัยปรับเปลี่ยน เวลาปิดและเปิดเทอมตามอาเซียน ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยมีการสอบถามความเห็นจากนักศึกษาและอาจารย์ผู้สอนใน มหาวิทยาลัยแต่อย่างใด แม้เคยมีผู้แสดงความเห็นคัดค้าน แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร บัดนี้การปรับเปลี่ยนเวลาปิด-เปิดเทอมตามอาเซียนได้ปฏิบัติมาจนครบรอบปีการ ศึกษาหนึ่งแล้ว ลองกลับมาพิจารณาดูว่า มันเป็นเรื่องการพัฒนาตามที่ผู้เสนออ้างจริงหรือไม่ เมื่อ ลองย้อนกลับมาพิจารณาข้ออ้างเหล่านี้ดูจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ข้อ 1-4 นั้น ที่จริงมันเป็นข้อเดียวกัน แต่ดูเหมือนฝ่ายเสนอจะพยายามทำให้ดูว่ามีหลายข้อ ส่วนข้อ 5 ก็ดูเหมือนผู้เสนอจะใช้หลักคิดแบบเดิมๆ ว่า ความเสมอภาคคือการที่ต้องมีปัจจัยเหมือนๆ กัน เท่าๆ กัน และ ข้อ 6 ก็ดูเหมือนผู้เสนอจะทึกทักเอาเองว่า การปิดและเปิดเทอมตามอาเซียนนั้นเป็นการพัฒนา มิใช่แค่การปรับเปลี่ยนธรรมดาๆ ซึ่งทำให้ดูเหมือนไม่มีโอกาสเลยที่การปิดเปิดเทอมตามอาเซียนจะมีข้อเสียหรือ ทำให้เกิดความเสื่อมถอยตามมา สํา หรับข้อแรกนั้นดูเข้าท่าตรงที่ว่า กลุ่มประเทศเดียวกันจะทำอะไร ก็ควรทำให้เหมือนๆ กัน และดูเหมือนจะประสบความสำเร็จตั้งแต่มหาวิทยาลัยต่างๆ ของไทยยอมปิด-เปิดเทอมตามอาเซียนแล้ว จึงนับได้ว่ามหาวิทยาลัยของอาเซียนมีความเป็นเอกภาพกันทั้งภูมิภาคในระดับ หนึ่งแล้วในขณะนี้ ส่วนข้อ 2 ยังไม่อาจประเมินได้ว่าเมื่อปิดเทอมพร้อมกันแล้วนักศึกษาในอาเซียนมีการร่วม ทำกิจกรรมกันมากน้อยแค่ไหน แต่เท่าที่ทราบคงไม่ได้น้อยไม่ได้มากไปจากเดิม เพราะยังไม่เห็นโครงการหรือกิจกรรมอะไรเพิ่มขึ้นมาอย่างชัดเจน แม้แต่ตัวนักศึกษาเองก็ยังคงมุ่งแต่กิจกรรมของตน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอาเซียนเลย ข้อ ที่ 3 ก็คงไม่ต่างจากข้อ 2 เพราะเปอร์เซ็นต์ของการแลกเปลี่ยนนักศึกษาเป็นเรื่องของคนส่วนน้อยเมื่อ เปรียบเทียบกับนักศึกษาส่วนใหญ่ (ไม่น่าถึงร้อยละหนึ่ง) และนักศึกษาไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจการแลกเปลี่ยนในกลุ่มอาเซียนเท่า กับการไปทำงานและท่องเที่ยว (Work and Travel) ในกลุ่มประเทศทางยุโรป อเมริกา หรือออสเตรเลีย ข้อ ที่ 4 เนื่องจากการปิด-เปิดเทอมของอาเซียนสอดรับกับการปิด-เปิดเทอมของมหาวิทยาลัย ในยุโรปและอเมริกาก็จริง ซึ่งทำให้คนที่จะไปเรียนต่อไม่ต้องเสียเวลาว่างไปครึ่งปีค่อนปี แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของคนส่วนน้อยอีกเช่นกัน และคนที่จะไปเรียนต่อก็คงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเวลาว่างนี้มากนัก ข้อ ที่ 5 เรื่องความเสมอภาคในการจบการศึกษาและการหางานทำนั้น ดูเหมือนผู้เสนอจะใช้กรอบความคิดเก่าๆ ที่ว่า เมื่อนักศึกษาเรียนจบก็ต้องไปสมัครงานตามฤดูกาลที่เคยมีมา (เหมือนระบบราชการ) ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว คนรุ่นใหม่ไม่ได้มุ่งรับราชการหรือเป็นลูกจ้าง (มนุษย์เงินเดือน) แต่มุ่งเป็นเจ้าของกิจการหรือทำธุรกิจส่วนตัวมากขึ้น ดังนั้น ช่วงเวลาที่จบการศึกษาและการสมัครงานจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญแต่อย่างใด ข้อ สุดท้าย การพัฒนาที่คาดหวังจึงยังไม่เกิดขึ้นแม้จะมีการปรับเปลี่ยนเวลาปิด-เปิดเทอม แล้วก็ตาม แต่ผลกระทบในทางลบที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ไว้ได้เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้ ประการแรก บรรยากาศการเรียนการสอนไม่เอื้ออำนวยจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในเดือนมีนาคม และเมษายน แม้ห้องเรียนจะใช้เครื่องปรับอากาศให้เย็นฉ่ำ แต่สภาพอากาศนอกห้องเรียนก็ไม่ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้เพิ่ม เติม แต่น่าจะเป็นอุปสรรคมากกว่า นอกจากนี้วิชาที่ต้องมีการเรียนการสอนนอกห้องเรียนก็ยิ่งทรมานทรกรรมต่อทั้ง ผู้สอนและผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง ประการที่สอง นับเป็นผลต่อเนื่องจากข้อแรกนั่นคือ ค่าไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศจำนวนมหาศาล หลายมหาวิทยาลัยกำลังประสบวิกฤตค่าไฟฟ้าในเทอมที่สองนี้ และไม่ทราบว่าเป็นเพราะทุกมหาวิทยาลัยมีการเรียนการสอนพร้อมกันในเดือน เมษายนนี้หรือไม่ ที่ทำให้ปีนี้ยอดการใช้ไฟสูงสุด (Peak) ของประเทศถูกทำลายสถิติลงไปหลายครั้ง ประการที่สาม ดังเป็นที่ทราบกันดีว่า เดือนเมษายนมีวันหยุดมาก ทั้งวันจักรีและวันสงกรานต์ ซึ่งต้องหยุดไปอย่างน้อยก็ 4-5 วัน การเรียนการสอนในเดือนนี้จึงไม่ปะติดปะต่อ เรียนๆ หยุดๆ ประสิทธิภาพการเรียนและการสอนนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นที่รู้ๆ กันทั้งผู้สอนและผู้เรียน เหมือนการเรียนภาคฤดูร้อน ซึ่งนักศึกษาปกติจะไม่ลงทะเบียนเรียนกันนั่นเอง ประการที่สี่ ทำลายภารกิจด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยโดยตรง เพราะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นทั้งวัน ปี ใหม่ไทย วันผู้สูงอายุ และวันครอบครัว นักศึกษาและอาจารย์ไม่อาจไปร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมได้เหมือนอย่างเคย โดยเฉพาะนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ประการที่ห้า สร้างความยากลำบากโดยไม่จำเป็น อาจารย์และนักศึกษาจำเป็นต้องแออัดอยู่ในเมือง (ที่ตั้งของมหาวิทยาลัย) แทนที่จะได้กลับไปพักผ่อนสบายๆ ในต่างจังหวัดหรือบ้านเกิด ผู้ปกครองต้องมีภาระเพิ่มในการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษาที่ ต้องอยู่กับสภาพอากาศร้อนในเมือง ประการสุดท้าย การเปิดและปิดเทอมตามอาเซียนเป็นเหมือนบทพิสูจน์ว่า ประเทศไทยไม่ใช่ผู้นำทางการศึกษาในภูมิภาคนี้ หากเป็นผู้นำทางการศึกษาจริงคงต้องหาวิธีให้มหาวิทยาลัยของประเทศอื่นในอา เซียนหันมาปิด-เปิดเทอมตามประเทศไทย หรืออย่างน้อยก็ต้องยืนหยัดปิดเปิดเทอมตามแบบที่เหมาะสมของประเทศไทยเอง การ ปรับเปลี่ยนเวลาปิดและเปิดเทอมของมหาวิทยาลัยไทยในรอบปีการศึกษา 2557 ที่ผ่านมานี้ น่าจะเป็นบทพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่า ข้อดีที่คาดหวังนั้นยังไม่เกิดและไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่ข้อเสียนั้นได้เกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน หรือใครจะลองทำการสำรวจหรือทำวิจัยดูก็ได้ ซึ่งยังคงไม่สายเกินไปที่ สกอ.และ ทปอ.จะกลับมาทบทวนเรื่องนี้ หากไม่คิดจะแก้ไขก็เหมือนยืนยันว่าข้อเสียประการสุดท้ายที่กล่าวไว้ข้างต้น เป็นความจริง และคงไม่แปลกที่อุดมศึกษาไทยจะรั้งท้ายอาเซียนตลอดไปที่มา : ภาพและข้อความจาก มติชนออนไลน์ : http://www.matichon.co.th
6 สิงหาคม 2558     |      1090
ภาษาไทย ในอนาคตอันใกล้นี้ โดย สุพจน์ เอี้ยงกุญชร (มติชนรายวัน 30 ก.ค.2558)
ในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ของโลกได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วยิ่ง แทบทุกคนในสังคมโลกล้วนมีการสื่อสารกันอย่างกว้างขวางทางคอมพิวเตอร์และ โทรศัพท์มือถือในระบบออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่าโซเชียลมีเดีย (Social media) สังคมไทยจัดเป็นสังคมที่ค่อนข้างไวต่อการรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ๆ สังคมไทยจึงตกอยู่ในกระแสการสื่อสารด้วยระบบออนไลน์โดยง่าย และกลายเป็นสังคมที่เสพติดการสื่อสารในระบบออนไลน์อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง โดยเฉพาะการสื่อสารกันทางเฟซบุ๊ก (Facebook) และไลน์ (Line) อันเป็นช่องทางสื่อสารยอดนิยมของสังคมไทยในยุคนี้ สังคมไทยจึงตกเป็น "สังคมก้มหน้า" ด้วย อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ในทุกวันนี้ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าการสื่อสารจะเป็นช่องทางใด จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขนาดไหน แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารและภาษาที่ใช้ในการสื่อสารทางโซเชียลมีเดียของคนไทย ก็ยังคงเป็นภาษาไทย แม้จะเป็นภาษาไทยที่แตกต่างไปจากภาษาพูดและภาษาเขียนค่อนข้างมาก เพราะใช้คำศัพท์ใหม่ๆ และไม่ค่อยเป็นประโยคที่สมบูรณ์นัก แต่ก็ยังนับว่าดี เพราะยังเป็นที่เข้าใจกันได้ของหมู่คนในสังคมก้มหน้าทั้งปวง ภาษา ไทยที่ใช้ในโซเชียลมีเดียมักถูกตัดทอนให้สั้นลงและใช้ตัวอักษรที่สะดวกต่อ การพิมพ์(จิ้ม)บนแป้นพิมพ์ในหน้าจอของโทรศัพท์มือถือ เพราะความสะดวกรวดเร็วคือหัวใจสำคัญของการสื่อสารในยุคนี้ ด้วยเหตุนี้ อักขรวิธีของภาษาไทยจึงถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นั่น คือสิ่งที่เห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้น อนาคตอันใกล้ของภาษาไทยที่เห็นได้ชัดที่สุดคืออักขรวิธีแบบใหม่นั่นเอง ถึงตรงนี้เมื่อพิเคราะห์ดูจะเห็นลักษณะของอักขรวิธีแบบใหม่ได้ดังนี้ การเลือกใช้ตัวอักษรเป็นพยัญชนะต้นน้อยลง ภาษาในโซเชียลมีเดียจะเลือกใช้แต่ตัวอักษรทั่วไปที่ใช้บ่อยๆ เพียงตัวเดียวเป็นพยัญชนะต้นแทนทุกตัวอักษรที่ออกเสียงเหมือนกัน ทั้งนี้ เพราะแป้นพิมพ์ในโทรศัพท์มือถือจะเอาตัวอักษรที่ถูกใช้บ่อยๆ มาไว้ในแป้นพิมพ์หน้าแรก ตัวอักษรที่ไม่ค่อยได้ใช้จึงตกไปอยู่ในแป้นพิมพ์หน้าถัดไป ซึ่งไม่สะดวกต่อการเรียกใช้ คนส่วนใหญ่จึงเลือกใช้แต่ตัวอักษรที่สะดวกต่อการใช้เท่านั้น โดยมากคนจึงเลือกใช้ตัว "ท" แทนทุกตัวที่ออกเสียงเหมือนกัน ดังนั้น ตัว "ธ" "ฑ" และ "ฒ" จึงไม่ค่อยถูกนำมาใช้อีกต่อไป เช่น คำว่า "เธอ" จึงเขียนเป็น "เทอ" คำว่า "ธง" จึงเขียนเป็น "ทง" เช่นเดียวกับตัว "ส" จะถูกเลือกใช้แทนอักษรทุกตัวที่ออกเสียงเหมือนกัน ดังนั้น ตัว "ศ" และ "ษ" จึงไม่ค่อยถูกใช้อีกต่อไป เช่น คำว่า "ศอก" จึงเขียนเป็น "สอก" คำว่า "เศษ" จึงเขียนเป็น "เสด" เป็นต้น ซึ่งในที่สุดจะมีตัวอักษรที่ไม่ค่อยได้ใช้เพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 10 ตัว นั่นคือ ฆ ฌ ฎ ฏ ณ ญ ภ ฐ ธ ฑ ฒ ศ ษ และ ฬ และในที่สุดอาจเลิกใช้ไปโดยปริยายเหมือน "ฃ" และ "ฅ" ที่ไม่ได้ใช้กันมาช้านานแล้ว ประเด็นนี้นับเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะจะทำให้รูปแบบของภาษาไทยเปลี่ยนไปอย่างมากมาย การใช้ตัวสะกดหลักทดแทนตัวสะกดอื่นๆ การใช้ตัวสะกด ของภาษาไทยในโซเชียลมีเดียมักใช้ตัวอักษรหลักของแม่นั้นๆ เสมอ โดยเน้นที่เสียงของคำอ่านเป็นสำคัญ เช่น แม่กน จะใช้แต่ตัว "น" แม่กด จะใช้แต่ตัว "ด" แม่กบ จะใช้แต่ตัว "บ" เป็นต้น ตัวอย่างเช่น คำว่า "รัฐบาล" จึงเขียนเป็น "รัดทะบาน" คำว่า "การงาน" จึงเขียนเป็น "กานงาน" คำว่า "โทษ" จึงเขียนเป็น "โทด" คำว่า "โจษ" จึงเขียนเป็น "โจด" คำว่า "กฎหมาย" จึงเขียนเป็น "กดหมาย" คำว่า "รังเกียจ" จึงเขียนเป็น "รังเกียด" คำว่า "เกษตร" จึงเขียนเป็น "กะเสด" และคำว่า "วิทยาศาสตร์" จึงเขียนเป็น "วิดทะยาสาด" เป็นต้น การลดรูปสระ สระผสมกำลังถูกยกเลิกไปโดยปริยายเพื่อลดความยุ่งยากในการพิมพ์ เพราะความสะดวกรวดเร็วในการพิมพ์(จิ้ม)คือสิ่งที่ทุกคนต้องการ คำว่า "เดี๋ยว" จึงกลายเป็น "เด๋ว" (จิ้มน้อยลงจาก 6 ครั้ง เหลือเพียง 4 ครั้ง) คำว่า "ก๋วยเตี๋ยว" จึงกลายเป็น "ก๋วยเต๋ว" และคำว่า "เกือบ" เลยกลายเป็น "เกิบ" หรือใช้คำที่เขียนง่ายกว่าแต่ออกเสียงใกล้เคียงแทน เช่น คำว่า "เพื่อน" เลยกลายเป็น "เพิ้ล" เป็นต้น การละทิ้งตัวการันต์ เนื่องจากตัวการันต์เป็นตัวที่ไม่ออกเสียงจึงมักถูกตัดทิ้งไป เพราะภาษาที่ใช้ในโซเชียลมีเดียไม่เน้นที่รูปแต่เน้นที่เสียงเป็นสำคัญ (ตัวการันต์จึงไม่มีประโยชน์) คำว่า "จันทร์" จึงเขียนเป็น "จัน" คำว่า "เทศน์" จึงเขียนเป็น "เทด" คำว่า "พิมพ์" จึงเขียนเป็น "พิม" และคำว่า "สัตว์" จึงเขียนเป็น "สัด" หรือ "สัส" เป็นต้น การเลี่ยงใช้ตัวควบกล้ำ คำควบกล้ำเป็นคำอีกประเภทหนึ่งที่มีความยุ่งยากในการพิมพ์ (โดยเฉพาะคำควบไม่แท้ที่ไม่ออกเสียงตัวควบ) ดังนั้น เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพิมพ์ คำว่า "จริง" จึงพิมพ์กันง่ายๆ เป็น "จิง" คำว่า "เสร็จ" จึงกลายเป็น "เส็ด" และคำว่า "ทรุดโทรม" จึงกลายเป็น "ซุดโซม" เป็นต้น ซึ่งไม่เว้นแม้แต่คำควบแท้บางคำ เช่น คำว่า "โกรธ" จึงกลายเป็น "โกด" คำว่า "เคร่งครัด" จึงกลายเป็น "เค่งคัด" เป็นต้น การลดพยางค์หรือตัดรูปคำให้สั้นลง ทั้งนี้ เพื่อให้เหลือตัวอักษรของแต่ละคำน้อยลง ทำให้พิมพ์ได้เร็วขึ้นตามจำนวนตัวอักษรที่ลดลง อย่างคำว่า "อะไร" จึงเขียนกันเพียงสั้นๆ แค่ "ไร" เช่น เป็นไร คิดไร พูดไร ทำไร เป็นต้น คำว่า "ยังไง" จึงเขียนเพียงสั้นๆ แค่ "ไง" เช่น คิดไง ว่าไง ทำไง ได้ไง เป็นต้น คำว่า "สามารถ" จึงเขียนแบบง่ายๆ เป็น "สามาด" เช่นเดียวกับคำว่า "สิทธิ์" จึงอาจเขียนเป็น "สิด" หรือ "สิท" นั่นเอง มีการใช้ตัวย่อมากขึ้น เพราะตัวย่อช่วยให้สะดวกรวดเร็วมาก เช่น วน(วันนี้) คน(คืนนี้) พน(พรุ่งนี้) คห(ความเห็น) ตย(ตัวอย่าง) ตจว(ต่างจังหวัด) ตปท(ต่างประเทศ) สบม(สบายมาก) สวด(สวัสดี) เป็นต้น กรณีนี้คงมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกันทุกภาษาที่ใช้ในโซเชียลมีเดีย ดังจะเห็นได้ว่าภาษาอังกฤษก็ใช้มากเช่นกัน ตัวอย่างตัวย่อที่ใช้บ่อย เช่น U(You), Y(Why), IC(I See), NP(No Problem), IMO(In My Opinion), THX(Thank You), OMG(Oh My God), HBD(Happy Birthday), FYI(For Your Information), DIY(Do It Yourself), LOL(Laughing Out Loud), SYS(See You Soon) และ ASAP(As Soon As Possible) เป็นต้น มีคำศัพท์แปลกๆ ใหม่ๆ มาใช้มากขึ้น ปัจจุบันมีคำไทยๆ ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่และใช้กันจนติดหูติดตาแล้วหลายคำ ตัวอย่างเช่น "ชิวชิวหรือชิลชิล" "แอ๊บแบ๊ว" "เนียน" "เกรียน" "กาก" "กิ๊ก" เป็นต้น แม้คำเหล่านี้จะไม่สะดวกต่อการพิมพ์(จิ้ม) แต่เป็นคำที่นิยมใช้กันมาก และเป็นที่เข้าใจกันดีในหมู่คนในสังคมก้มหน้า ทั้งยังมีคำที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญจากการพิมพ์ตกหรือพิมพ์ผิด แต่ก็ยังนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง เช่น คำว่า "จุงเบย" "นะครัช" "กลังคิด" และ "กลังทำ" เป็นต้น หรือคำที่จงใจพิมพ์ผิดแต่กลับเป็นที่นิยมใช้กันมาก อาทิ "จัย(ใจ)" "กรู(กู)" "มรึง(มึง)" "ช่าย(ใช่)" "คัย(ใคร)" และ "ทัมมัย(ทำไม)" เป็นต้น เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้จะต้องมีคำศัพท์แปลกๆ ใหม่ๆ แบบนี้เกิดขึ้นมาอีกมากมายตามพัฒนาการของภาษาและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้ง หมดที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากภาษาไทยที่ใช้กันทางโซเชีย ลมีเดียในปัจจุบัน ซึ่งยังคงมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ อีกมากที่นักภาษาไทยควรจะต้องติดตามศึกษาให้ชัดเจน แต่คงไม่ใช่เพื่อการส่งเสริมหรือพัฒนาอย่างใด แต่เพื่อการเรียนรู้ที่มาที่ไปไว้สำหรับคนรุ่นหลังเท่านั้น เนื่อง ในวันภาษาไทยแห่งชาติ (29 กรกฎาคม) หลายท่านหลายฝ่ายในแวดวงภาษาไทยคงจะตระหนักในเรื่องนี้ว่าภาษาไทยกำลัง เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีและสภาพของสังคม (ก้มหน้า) อย่างรวดเร็วมาก ซึ่งยากที่ใครจะไปยับยั้งทัดทานได้ คงมีแต่จะต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์ โดยต้องไม่ละทิ้งรากเหง้าเค้าเดิมโดยไม่จำเป็น รวมทั้งต้องไม่นำมาใช้ในสังคมทั่วไปหรือใช้อย่างเป็นทางการด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้ที่มาที่ไปของภาษาไทยบ้าง แค่นั้นก็คงน่าจะพอสำหรับการอนุรักษ์ภาษาไทยในวันนี้ อย่าง ไรก็ดี แม้อนาคตของภาษาไทยจะผิดแผกแตกต่างออกไปเรื่อยๆ จนดูเหมือนว่ามันจะไม่เหลือรากเหง้าเค้าเดิมในอนาคต หากมองในแง่การอนุรักษ์ก็คงเป็นที่น่าตกใจว่ากำลังเกิดวิบัติทางภาษาของชาติ แต่อย่างไรก็ตาม หากคิดในทางบวก มองในแง่ของการสื่อสาร ก็ยังต้องยอมรับว่า การสื่อสารด้วยภาษาไทยในโซเชียลมีเดียยังคงบรรลุเป้าหมายของการสื่อสาร (เข้าใจกันได้ดีทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสาร) แต่มันเป็นเพียงพัฒนาการทางภาษา ที่แม้ไม่เปลี่ยนในวันนี้ก็คงต้องเปลี่ยนไปในวันหน้า ตามธรรมดาของสรรพสิ่งในโลกที่ล้วนเป็นอนิจจัง แต่ถึงอย่างไร ภาษาไทยก็ยังคงเป็นภาษาไทยของคนไทยที่ไม่เหมือนภาษาใดในโลกอยู่นั่นเองที่มา: ภาพและข้อความจาก มติชนออนไลน์ : http://www.matichon.co.th
6 สิงหาคม 2558     |      21360
รางวัลการนำเสนอผลงานภาคนิทัศน์ "ดีเด่น" จากงานประชุมวิชาการวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 13
      คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ขอแสดงความยินดีกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฤทธิชัย อัศวราชันย์ นางสาวภัทราพร ปิยะลังกา นางสาวนฎพร ชมพูนุช และนางสาวณัฐพร ชัยปิน ที่ได้รับรางวัลการนำเสนอผลงานภาคนิทัศน์ "ดีเด่น" จากงานวิจัยในหัวข้อ แบบจำลองทางคณิตศาสตร์การอบแห้งสาหร่ายสไปรูลิน่าในระหว่างการอบแห้งด้วยระบบสุญญากาศ จากงานประชุมวิชาการวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 13  จากการประกวดจำนวน 148 เรื่อง ระหว่างวันที่ 18-19 มิถุนายน 2558 ณ กรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา โดยมี ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว หน่วยงานร่วมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นเจ้าภาพการจัดงาน มีการบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญ การนำเสนอผลงานวิชาการทั้งภาคบรรยายและภาคนิทัศน์ โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมประมาณ 250 คน
14 กรกฎาคม 2558     |      1908
ทั้งหมด 103 หน้า