คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
FACULTY OF ENGINEERING AND AGRO-INDUSTRY, MAEJO UNIVERSITY

          หมอกควัน (Smog) หมายถึงสภาพอากาศที่ประกอบไปด้วยหมอก (Fog) และควัน (Smoke) ผสมปนกันอยู่ (Smoke + Fog = Smog) สามารถมองเห็นได้จากทัศนวิสัยที่เลวลงและกลิ่นของควันไฟจากอากาศ ซึ่งจัดเป็นมลภาวะทางอากาศประเภทหนึ่ง โดยทั่วไปส่วนของหมอก จะเกิดจากอุณหภูมิอากาศลดต่ำลงจนไอน้ำในอากาศเกิดการควบแน่นเป็นละอองน้ำ โดยจะเห็นเป็นควันสีขาวไม่มีกลิ่นซึ่งมักจะเกิดขึ้นตามปกติในช่วงเช้าของฤดูหนาว (อ่านต่อบทความแบบ PDF คลิ๊กที่นี้ )

แต่ควันนั้นจะเกิดจากการเผาไหม้ในลักษณะต่างๆ โดยส่วนใหญ่จะเห็นเป็นสีเทาหรือดำ และมีกลิ่นไหม้ต่างๆกันตามชนิดของเชื้อเพลิง ควันจึงประกอบด้วยก๊าซชนิดต่างๆจากการเผาไหม้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) เป็นสำคัญ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ควันยังประกอบด้วยเขม่า ซึ่งเป็นฝุ่นละอองหรืออนุภาคขนาดเล็กมากต่างๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10)นั้น สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของคนและสัตว์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง

แม้ว่าปีนี้จะมีฝนตกประปรายทั่วภาคเหนือตอนบนเป็นระยะๆ ก็ตาม (นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนมีนาคม) จนหลายคนคาดการณ์ว่า ปีนี้หมอกควันในภาคเหนือตอนบนจะไม่รุนแรงเข้าขั้นวิกฤติเหมือนทุกๆ ปีที่ผ่านมา แต่พอฝนทิ้งช่วงได้ไม่นาน จังหวัดเชียงใหม่ก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์หมอกควันในขั้นวิกฤติ (นับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นมา)

ทั้งนี้สามารถรับรู้ได้โดยตรงจากทัศนวิสัยทั่วไปที่เลวลงเป็นลำดับ เช่น ผู้โดยสารเครื่องบินมาลงสนามบินเชียงใหม่ไม่สามารถมองเห็นตัวเมืองเชียงใหม่ได้ จนกว่าเครื่องบินจะลดเพดานบินลงมาใกล้พื้นดิน หรือไม่อาจมองเห็นดอยสุเทพจากในตัวเมืองเชียงใหม่ได้เช่นปกติ เป็นต้น และจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศพบว่า ค่า PM10 สูงกว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัย (120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)เช่นเดียวกับจังหวัดต่างๆ ในภาคเหนือตอนบนทั้ง 9 จังหวัด

ปัญหานี้ทั้งทางจังหวัดเชียงใหม่ และกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่างก็เตรียมการรับมือไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาได้ทั้งนี้เพราะปัญหาหมอกควันแก้ยากกว่าที่คิดด้วยสาเหตุดังนี้

ประการแรก หมอกควันจากจังหวัดข้างเคียง เป็นที่ทราบกันดีจากสถิติหมอกควันของทุกๆ ปีว่า จังหวัดที่เกิดหมอกควันสูงในอันดับต้นๆ คือ จังหวัดที่อยู่รายล้อมจังหวัดเชียงใหม่ อันได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอนทางด้านตะวันตก จังหวัดเชียงราย ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดลำปางทางตะวันออกและจังหวัดลำพูนทางด้านใต้ และในกรณีของจังหวัดลำพูนนั้น แม้สถิติหมอกควันอาจจะไม่สูงเท่าจังหวัดเชียงรายและแม่ฮ่องสอน แต่จังหวัดลำพูนนั้นมีที่ตั้งอยู่ในแอ่งที่ราบเดียวกันกับจังหวัดเชียงใหม่ หมอกควันในจังหวัดลำพูน จึงแผ่ขยายเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่ได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะในช่วงที่มีมวลอากาศเย็น (ความกดอากาศสูง)แผ่เข้ามาปกคลุมตอนบนของประเทศไทย ดังนั้น การป้องกันการเผาในที่โล่งแจ้งเฉพาะพื้นที่ภายในจังหวัดเชียงใหม่จึงไม่เพียงพอต่อการป้องกันสถานการณ์หมอกควันที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งหมด

ประการที่สอง ยังไม่อาจหยุดยั้งการเผาของเกษตรกรรอบนอก ปัญหานี้ทุกฝ่ายทราบกันดีอยู่แล้วว่า ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะการเผาตอซังข้าวโพดในพื้นที่ห่างไกลซึ่งมีการเผาสองถึงสามครั้งในแต่ละรอบของการปลูก เริ่มจากการเผาเปิดพื้นที่ปลูก เผาตอซังหลังเก็บเกี่ยวฝัก และเผาซังข้าวโพดหลังจากกะเทาะเมล็ดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่า มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเพิ่มขึ้นทุกปีจากการส่งเสริมของภาคธุรกิจอาหารสัตว์ของบริษัทเอกชน

นอกจากนี้ การเผาป่าเผาหญ้าก็ยังคงมีอยู่เสมอๆในพื้นที่ห่างไกลรอบนอก ด้วยเหล่าคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทั้งนี้เพราะคนเหล่านี้ได้รับผลประโยชน์จากการเผาโดยตรง แต่พวกเขาแทบจะไม่ได้รับอะไรตอบแทนโดยตรงเลยจากการงดการเผา อีกทั้งคนเหล่านี้แม้มีจำนวนน้อยแต่กลับสร้างหมอกควันได้มาก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะชักจูงให้คนเหล่านี้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและยอมให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง

ประการที่สาม การบริหารการเผายังทำไม่ได้อย่างจริงจัง จากความเข้าใจต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่กันดารและห่างไกลที่ยากจะขจัดการเผาได้อย่างเด็ดขาด ทางกรมควบคุมมลพิษ จึงคิดวิธีแก้ปัญหา โดยการยอมให้มีการเผาตามความจำเป็น หรือการบริหารการเผานั่นเอง ด้วยการกำหนดวัน เวลา พื้นที่ และปริมาณการเผาตามโควตา เพื่อให้สามารถควบคุมหมอกควันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สูงเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยได้ ซึ่งแม้วิธีการนี้จะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แต่วิธีนี้ก็น่าจะช่วยลดปัญหาต่างๆ ในเบื้องต้นลงได้มาก ทั้งปัญหาด้านกายภาพและปัญหาด้านสังคม แต่น่าเสียดายที่ในปีนี้ยังไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ วิธีนี้จึงยังไม่เห็นผลอย่างจริงจัง

ประการสุดท้าย คนที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ในพื้นที่ที่มีคนอยู่หนาแน่นทั้งในเขตตัวจังหวัด ตัวอำเภอ และในเขตเทศบาล จะมีการรณรงค์ให้งดการเผาในช่วง 80 วันอันตราย (ปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนเมษายน) อย่างเข้มงวด และประชาชนส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือด้วยดี เพราะต่างเข้าใจดีว่า ประโยชน์จากการเผาขยะมูลฝอยในชุมชนไม่คุ้มกับผลกระทบจากหมอกควันที่เกิดขึ้น อีกทั้งชาวเชียงใหม่เคยได้รับบทเรียนอย่างแสนสาหัสมาแล้วในปี พ.ศ. 2550 เพราะในปีนั้นมีการตรวจวัดค่า PM10 กลางเมืองเชียงใหม่ได้สูงสุดถึง 383 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

นับตั้งแต่นั้นมาการรณรงค์ให้งดการเผาในเขตชุมชนทั้งในระดับเทศบาลและอบต.นับว่าได้ผลเป็นอย่างดี และยังไม่เคยปรากฏปัญหาหมอกควันรุนแรงในขั้นวิกฤติได้เท่าปีนั้นอีก แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถทำให้ปราศจากปัญหาหมอกควันลงได้อย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับปีนี้ แม้สถานการณ์หลายอย่างจะเป็นใจจนสามารถผ่านช่วง 80 วันอันตรายมาได้กว่าครึ่งทางแล้ว แต่สุดท้ายปัญหาหมอกควันก็ยังยกระดับขึ้นจนถึงขั้นวิกฤติอีกจนได้ แม้ประชาชนชาวเชียงใหม่ส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 80-90) ไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้นก็ตาม

จังหวัดเชียงใหม่ได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่น่าอยู่ติดอันดับต้นๆ ของโลก อากาศดีเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เมืองเชียงใหม่น่าอยู่ แต่ถ้าใครได้มาเชียงใหม่ ในช่วงที่มีวิกฤติหมอกควัน คงไม่มีใครคิดเช่นนั้นอย่างแน่นอน เพราะหมอกควันไม่เพียงแค่ทำลายทัศนียภาพและบรรยากาศของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่กำลังทำลายสุขภาพของทุกคนที่ต้องเผชิญโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ปัญหาหมอกควันกำลังบั่นทอนความน่าอยู่ของเมืองเชียงใหม่ลงไปอย่างน่าเสียดาย (ขนาดคนที่เคยอยู่เชียงใหม่มานานนับสิบปียังอยากย้ายหนีไปที่อื่นเลย) แม้ปัญหาจะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ (ราว80-100 วัน) แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประจำแทบทุกปี ปัญหานี้ทำให้ความน่าอยู่ของเมืองเชียงใหม่หดหายไปเป็นอันมาก ดังนั้น แม้ปัญหานี้จะแก้ไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด แต่ความพยายามที่จะแก้ปัญหานี้จะต้องมีต่อไปในทุกระดับ และที่สำคัญ นายกรัฐมนตรีก็เป็นคนเชียงใหม่โดยกำเนิดน่าจะช่วยทำอะไรให้ชาวเชียงใหม่ได้มากกว่านี้

 

ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร

คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ที่มา :ภาพและเนื้อหาจาก (แนวหน้า )  30 มี.ค 2556

ปรับปรุงข้อมูล : 4/9/2556 11:38:04     ที่มา : คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้     จำนวนผู้เปิดอ่าน : 6594

กลุ่มข่าวสาร : บทความน่าสนใจ

ข่าวล่าสุด

ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทีม Coff Brew
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทีม Coff Brew  ที่ได้รับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype) จำนวน 25,000 บาท จากการแข่งขัน Startup Thailand League 2026 รอบภูมิภาค ภาคเหนือ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (ภาคเหนือ) จังหวัดเชียงใหม่ ผลงาน“เครื่องสกัดกาแฟรูปแบบใหม่โดยใช้เทคโนโลยี PLU”สมาชิกทีม• นายอนุพงศ์ เขื่อนแก้วนักศึกษาปริญญาโท คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร• นายอาทิตย์ ด่านกระโทกนักศึกษาปริญญาโท คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร• นายตันติกร กันนานักศึกษาปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ• Nirmala Bhuvana Chandra Ramisettyนักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยนานาชาติอาจารย์ที่ปรึกษารองศาสตราจารย์ ดร.จตุรภัทร วาฤทธิ์คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรการแข่งขัน Startup Thailand League 2026 เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพนักศึกษาด้านนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำเสนอแนวคิดธุรกิจและผลงานนวัตกรรมสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ในระดับประเทศทั้งนี้ ทีม Coff Brew ได้รับคัดเลือกให้พัฒนาผลงานต้นแบบและเตรียมเข้าร่วมกิจกรรม Demo Day ระหว่างวันที่ 25–27 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เพื่อจัดแสดงผลงานต่อนักลงทุนและเครือข่ายธุรกิจ Startup ระดับประเทศและนานาชาติต่อไปคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ขอร่วมชื่นชมและภาคภูมิใจในความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของนักศึกษา ที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การสร้างนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการแห่งอนาคตได้อย่างโดดเด่นCr:อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร Maejo Agro Food Park (MAP)https://www.facebook.com/share/18ZhSJ8uJx/
15 มิถุนายน 2569     |      551
SIPOC Model กับการบริหารจัดการการดำเนินการตามเกณฑ์ EdPEx
ทีมผู้บริหารและอาจารย์ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกวรรณ ตาลดี รองคณบดีฝ่ายวิชาการผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หยาดฝน ทนงการกิจ รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และประกันคุณภาพผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิไลวรรณ พรประสิทธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหารและเทคโนโลยีสารสนเทศรองศาสตราจารย์ ดร.จตุรภัทร วาฤทธิ์ ประธานหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมอาหารเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ "SIPOC Model กับการบริหารจัดการการดำเนินการตามเกณฑ์ EdPEx" ใน วันที่ 12-13 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมยูนิมมาน โดย ได้รับเกียรติจาก "ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภัทร พัฒน์วิชัยโชติ" คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นวิทยากรการอบรมครั้งนี้ช่วยส่งเสริมให้บุคลากรนำความรู้ที่ได้ ใช้ในการวิเคราะห์ วางระบบและ เชื่อมโยงกระบวนการ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศขององค์กร
15 มิถุนายน 2569     |      535
Professor Ken’ichi Yano จาก Mie University ประเทศญี่ปุ่น เพื่อหารือความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนนักศึกษา
วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา นาคประสม คณบดีคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้แทนจากหลักสูตรวิศวกรรมเกษตร วิศวกรรมอาหาร สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา และคณะพยาบาลศาสตร์ ร่วมให้การต้อนรับ Professor Ken’ichi Yano ศาสตราจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล และผู้ช่วยอธิการบดีด้านการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ จาก Mie University ประเทศญี่ปุ่น ในโอกาสเดินทางมาเยี่ยมชมคณะฯ และหารือแนวทางความร่วมมือทางวิชาการ ณ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ในการนี้ ได้มีการนำเสนอวีดิทัศน์แนะนำมหาวิทยาลัยและคณะฯ พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัย และการแลกเปลี่ยนนักศึกษาในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา ระหว่างสองสถาบันProfessor Ken’ichi Yano ได้นำเสนอผลงานวิจัยในหัวข้อ “Medical, Welfare, and Care-support Robotics” และ “Automation Engineering, Welfare Robots and Nursing Care Systems” ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อการแพทย์ การดูแลผู้สูงอายุ และระบบสนับสนุนงานด้านสวัสดิการและการพยาบาล รวมถึงการออกแบบและพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับภารกิจเฉพาะ เช่น การเกษตร การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและงานเสี่ยงอันตรายอื่นๆนอกจากนี้ ผู้แทนจากหลักสูตรวิศวกรรมเกษตร วิศวกรรมอาหาร สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา และพยาบาลศาสตร์ ได้นำเสนอผลงานวิจัยเด่น รวมถึงหน่วยปฏิบัติการและห้องปฏิบัติการเฉพาะทางของแต่ละหลักสูตร ก่อนนำเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและหน่วยวิจัยต่าง ๆ ภายในคณะฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคตFaculty of Engineering and Agro-Industry, Maejo University Welcomes Professor Ken’ichi Yano from Mie University, Japan, for Academic Collaboration Discussion and Student Exchange OpportunitiesOn Wednesday, May 6, 2026, Asst. Prof. Dr. Kanjana Narkprasom, Dean of the Faculty of Engineering and Agro-Industry, Maejo University, together with faculty administrators, lecturers, and representatives from the Agricultural Engineering Program, Food Engineering Program, Food Science Program, Graduate Programs, and Faculty of Nursing, warmly welcomed Professor Ken’ichi Yano from the Faculty of Engineering, Mie University, Japan.Professor Ken’ichi Yano currently serves as Assistant to the President for Early-Career Researcher Development and Head of the Intelligent Robotics Laboratory, Department of Mechanical Engineering, Mie University.The visit aimed to strengthen academic collaboration and explore future opportunities for student exchange programs between the two institutions.During the meeting, participants viewed institutional introduction videos of Maejo University and the Faculty of Engineering and Agro-Industry, followed by discussions on academic cooperation, research collaboration, and student exchange programs at both undergraduate and graduate levels.Professor Ken’ichi Yano delivered a keynote presentation on “Medical, Welfare, and Care-support Robotics” and “Automation Engineering, Welfare Robots and Nursing Care Systems,” highlighting innovative robotics technologies for healthcare, elderly care, and welfare support systems.In addition, representatives from the Agricultural Engineering Program, Food Engineering Program, Food Science Program, Graduate Programs, and Nursing Program presented their outstanding research projects, specialized laboratories, and academic operation units. The visit also included laboratory observations and facility tours within the faculty to promote knowledge exchange and future international collaboration networks.
15 มิถุนายน 2569     |      537
ร่วมพิธีดำหัวผู้อาวุโสและอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สืบสานป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง ประจำปี 2569
เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา นาคประสม คณบดีคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรของคณะฯ เข้าร่วมพิธีดำหัวผู้อาวุโสและอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ภายใต้โครงการ “สืบสานป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง” ประจำปี 2569ในการนี้ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรได้ร่วมตั้งแถวขบวนอย่างเป็นระเบียบ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีระพล เสนพันธุ์ เป็นผู้ถือป้ายประจำขบวน สะท้อนถึงความพร้อมเพรียงและความเป็นหนึ่งเดียวของบุคลากรในคณะฯกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสืบสานประเพณีปีใหม่เมืองของชาวล้านนา และเปิดโอกาสให้บุคลากรได้ร่วมแสดงความเคารพ คารวะ และขอพรจากผู้อาวุโสและผู้บริหารมหาวิทยาลัย อันเป็นการส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อันดีภายในองค์กร ณ อาคารศูนย์กีฬาทศมิตรทรบพิตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่นอกจากนี้ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรยังได้ส่งบุคลากรเข้าร่วมกิจกรรมภายในงาน อาทิ การประกวดลาบเมือง และการประกวดนวัตกรรมการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรเป็นเครื่องดื่มด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งแสดงถึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของบุคลากรคณะฯ การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือ ความสามัคคี และการสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของบุคลากรคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรอย่างต่อเนื่อง
15 มิถุนายน 2569     |      544