คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
FACULTY OF ENGINEERING AND AGRO-INDUSTRY, MAEJO UNIVERSITY

       “ภาคเหนือ” โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบนอันประกอบด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ และแม่ฮ่องสอน จัดเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อมลภาวะทางอากาศสูงที่สุดของประเทศ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อน อันเป็นอุปสรรคต่อการถ่ายเทของอากาศ ประกอบกับมีภูมิอากาศที่แห้งแล้งยาวนานกว่าทุกๆ ภาคของประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน คาบเกี่ยวตั้งแต่ช่วงฤดูหนาว (พ.ย.-ก.พ.) ไปจนถึงช่วงฤดูร้อน(ก.พ.-เม.ย.) พื้นที่ส่วนนี้นอกจากจะมีเชื้อไฟจากชีวมวลของป่าไม้ผลัดใบปริมาณมาก มายมหาศาลแล้ว ยังมีเชื้อไฟจากเศษซากพืชทางการเกษตรอีกเป็นปริมาณมากด้วย พื้นที่ส่วนนี้ของประเทศจึงต้องเผชิญกับปัญหามลพิษจากหมอกควันในขั้นวิกฤติ อยู่เป็นประจำ (อ่านต่อบทความแบบ PDF   คลิ๊กที่นี้ )       

         สำหรับปีนี้ ทางกรมควบคุมมลพิษ ก็ได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ไว้แล้ว กล่าวคือ ได้มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อระดมความคิดเห็นต่อการเตรียมการแก้ไขปัญหาหมอกควันที่เกิดจากไฟป่าและ การเผาในที่โล่งแจ้ง ปี 2556 แล้วในหลายจังหวัด ตั้งแต่ปลายปี 2555 ซึ่งมีทั้งนักวิชาการ ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนจากภาคประชาชนเข้าร่วมประชุมจำนวนมาก จึงน่าเชื่อได้ว่า ปีนี้จะสามารถรับมือกับสถานการณ์หมอกควันได้ดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา       

         นอกจากนี้ ทางกรมควบคุมมลพิษยังได้ร่างมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควัน ภาคเหนือตอนบน ปี 2556 ให้ทุกฝ่ายร่วมพิจารณาด้วย มีทั้งมาตรการห้ามเผาโดยเด็ดขาดในช่วงวิกฤติ มาตรการจัดระเบียบการเผา มาตรการป้องกันไฟป่า มาตรการสนับสนุนหมู่บ้านปลอดการเผา มาตรการส่งเสริมภาคเอกชนและภาคีร่วมป้องกันและแก้ไขมลพิษจากหมอกควัน มาตรการสื่อสารประชาสัมพันธ์สู่กลุ่มเป้าหมาย มาตรการแจ้งเตือนสถานการณ์หมอกควัน มาตรการขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมาตรการอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง       แม้มาตรการต่างๆ จะยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย เพราะยังมีข้อถกเถียงกันอยู่บ้างเรื่องรายละเอียดในทางปฏิบัติของบางประเด็น แต่เชื่อว่า หากมาตรการดังกล่าวเหล่านี้ได้รับการดูแลปฏิบัติจากองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. อบต. และเทศบาลต่างๆ เป็นต้น ซึ่งหากหน่วยงานเหล่านี้ช่วยกันทำให้เกิดเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่งได้ ปัญหามลภาวะทางอากาศในเขตพื้นที่ภาคเหนือจะไม่รุนแรงเข้าขั้นวิกฤติเหมือนใน ปี 2550 อย่างแน่นอน       

        แต่อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนเมษายน รวมระยะเวลาประมาณ 80 วันนี้ นับเป็นช่วงอันตรายอย่างยิ่งต่อการเกิดหมอกควันจากการเผาไหม้ เพราะเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งที่สุด อีกทั้งมีเชื้อไฟสะสมไว้เป็นปริมาณมาก ทั้งชีวมวลจากป่าไม้และเศษซากพืชทางการเกษตร (หากไม่มีการทยอยเผามาก่อน) ซึ่งถ้าหากมีไฟป่าหรือมีการเผาเศษซากพืชทางการเกษตรพร้อมๆ กันในช่วงนี้ มลพิษทางอากาศจะรุนแรงเข้าขั้นวิกฤติได้โดยง่าย        ขณะนี้ได้ย่างเข้าสู่ช่วง 80 วัน อันตรายแล้ว แม้มีบางส่วนบางจังหวัดมีไฟป่าเกิดขึ้นและมีการเผาไร่นาทำให้คุณภาพอากาศต่ำ กว่าค่ามาตรฐาน (120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) อยู่บ้าง แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงเป็นที่น่าพอใจ แต่ถึงกระนั้น ระยะเวลาที่เหลืออีกราว 2 เดือน ยังคงต้องเฝ้าดูแลอย่าง ใกล้ชิดต่อไป        

         แม้กรมอุตุนิยมวิทยา จะเคยคาดการณ์ไว้ว่า ปีนี้จะเป็นปีของเอลนีโญที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดความแห้งแล้งมากกว่าปกติ อันเป็นสาเหตุสำคัญที่จะมีผลทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศในภาคเหนืออย่างรุนแรง เข้าขั้นวิกฤติได้ แต่ล่าสุดเป็นที่น่ายินดีว่า สถานการณ์จะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะจากการเฝ้าติดตามอุณหภูมิของน้ำทะเลรอบๆ ประเทศไทย ที่ระดับความลึก 0-300 เมตร พบว่า มีความแตกต่างจากค่าปกติน้อยมาก (+ 0.5 องศาเซลเซียสเท่านั้น) ซึ่งทำให้เป็นที่เบาใจได้ว่า เอลนีโญจะไม่เกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งนี้         และที่สำคัญยังปรากฏว่ามีฝนตกประปรายในพื้นที่ภาคเหนือในช่วงปลายเดือน มกราคมด้วย ซึ่งช่วยลดปริมาณหมอกควันที่เริ่มมีบ้างแล้วลงไปได้เป็นอันมาก แต่ถึงกระนั้น มลพิษจากหมอกควันในภาคเหนือก็ยังไม่อาจวางใจได้ เพราะการเผาป่าและการเผาไร่นายังคงเป็นวิถีชีวิตของคนบางส่วนที่ยังไม่อาจ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้ในขณะนี้ ดังนั้น หน่วยงานของภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเข้มงวดกวดขันกันต่อไป จนกว่าจะพ้น 80 วันอันตรายนี้ไปให้ได้        

           ในช่วงหลายปีมานี้ มีข้อที่น่าห่วงใยอีกประการหนึ่งคือ มีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ไปตั้งฐานการผลิตอยู่หลายแห่งในภาคเหนือ จึงมีภาคเอกชนเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้น เพราะข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญของอาหารสัตว์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน จากแรงจูงใจด้านราคาและความแน่นอนของรายได้ ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไปอย่างไม่จำกัด ตั้งแต่พื้นที่ราบลุ่มไปจนถึงบนยอดดอย การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เหล่านี้ นับเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการเผา เพราะเป็นพื้นที่ห่างไกลจากชุมชนและการคมนาคม        โดยเริ่มตั้งแต่การเผาป่าหรือพื้นที่รกร้างเพื่อเปิดพื้นที่เพาะปลูก การเผาต้นตอซังหลังการเก็บเกี่ยว และยังต้องเผาซังข้าวโพดหลังการสีหรือกะเทาะเมล็ดออกจากฝักแล้วด้วย เรื่องนี้มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ แต่ดูเหมือนทางจังหวัดและหน่วยงานในท้องถิ่น รวมทั้งกรมควบคุมมลพิษก็ยังหาทางออกไม่ได้     สำหรับทางออกของปัญหาดังกล่าวเท่าที่พอเป็นไปได้ในปัจจุบันคือ การขอความร่วมมือและร่วมรับผิดชอบจากกลุ่มธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ ให้ช่วยหามาตรการควบคุมเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดส่งโรงงานของตน เช่น การรับซื้อต้นข้าวโพดและซังข้าวโพดไปผลิตพลังงานหรือทำปุ๋ยหมัก ซื้อข้าวโพดในราคาพิเศษหรือลดราคาปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร หากเกษตรกรสามารถลดการเผาลงได้ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะมาตรการทางกฎหมายคงไม่อาจนำมาใช้กับกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ได้ เพราะไม่ใช่ผู้ก่อมลพิษโดยตรง แต่ความตระหนักในกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้น นับเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะต้องให้ความร่วมมือและร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามสมควร      

           ปีนี้พื้นที่ภาคเหนือตอนบนอาจผ่านพ้น 80 วันอันตรายไปได้ โดยไม่ปรากฏมลพิษจากหมอกควันถึงขั้นวิกฤติเลยก็เป็นได้ ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะสถานการณ์ต่างๆ เป็นใจ รวมทั้งหน่วยงานของแต่ละท้องถิ่นแต่ละจังหวัดต่างตื่นตัว เพราะได้รับการกระตุ้นจากกรม ควบคุมมลพิษให้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่สำหรับปีต่อๆ ไปก็จะต้องไม่ปล่อยปละละเลยด้วย โดยเฉพาะการสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องกระทำกันอย่างต่อเนื่องต่อไป

ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร

คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ที่มา :ภาพและเนื้อหาจาก (แนวหน้า )  7 ก.พ 2556

 

ปรับปรุงข้อมูล : 4/9/2556 11:36:26     ที่มา : คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้     จำนวนผู้เปิดอ่าน : 6095

กลุ่มข่าวสาร : บทความน่าสนใจ

ข่าวล่าสุด

รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 ในงาน Startup Gate Pitching Challeng 2023
รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 ในงาน Startup Gate Pitching Challeng 2023คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ขอแสดงความยินดีกับ นักศึกษา ปริญญาตรี และปริญญาโท ทีมปันแสน และ ทีมREISSCHEIN คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และ รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 จากกิจกรรมการนำเสนอผลงานนวัตกรรมสู่การพัฒนาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Startup Gate Pitching Challenge 2023) จากทั้งหมด 12 ทีม จัดโดยอุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร (MAP) ในวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม 2566 ณ ห้องประชุมข้าวหอมมะลิ อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ มหาวิทยาลัยแม่โจ้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 "ทีมปันแสน" นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชานวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร กับผลงาน "เยลลี่บุกเสริมสารสกัดจากขมิ้นชันคุมหิวผิวสวย" ประกอบด้วย1. นางสาวเสาวลักษณ์ มณีทอง2. นายณัฐพงษ์ มุงเมือง3. นายอาทิตย์ ด่านกระโทก4. ผศ.ดร.ธีระพล เสนพันธุ์ (อ.ที่ปรึกษาทีม)ชนะเลิศอันดับ 2 "ทีม REISSCHEIN" กับผลงาน "ไวน์ข้าวออร์แกนนิค" นักศึกษา ปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ประกอบด้วย1.น.ส.นันทกานต์ นันสาย2.น.ส.นัทธมน ขวัญทัย3.ผศ.ดร.กนกวรรณ ตาลดี (อ.ที่ปรึกษาทีม)
21 ตุลาคม 2566     |      187
"รางวัลชมเชยระดับประเทศ มีดกรีดยางอินทรี/มีดกรีดยางแบบมีกลไก"
"รางวัลชมเชยระดับประเทศ มีดกรีดยางอินทรี/มีดกรีดยางแบบมีกลไก"ในวันที่ 27 กันยายน 2566 การยางแห่งประเทศไทย ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดงาน Rubber Innovation Matching Day นำเสนอผลงานผลิตภัณฑ์ต้นแบบและการจับคู่ธุรกิจ ภายใต้โครงการ Natural Rubber Startup Acceleration Program: Batch 3 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ จ.สงขลา มีผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด 198 คน ทีมผู้เข้าร่วม 28 ทีม 91 คนผศ.ดร.ศิวโรฒ บุญราศรี สาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นที่ปรึกษาโครงการ โครงการส่งเสริมและพัฒนาสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางการพัฒนาด้านธุรกิจ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยาง (Natural Rubber Startup Acceleration Program Batch 3) จากโครงการเรื่อง มีดกรีดยางอินทรี/มีดกรีดยางแบบมีกลไก โดยมีสมาชิก นายคณินทร์ชัย เอกพุฒิวงศ์ เกษตรกรชาวสวนยาง ตำบลห้วยซ้อ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ได้รับรางวัลชมเชยผลงานระดับ Product to Market (P2M) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบยางพาราเข้าสู่ตลาด
21 ตุลาคม 2566     |      154
RUBBER GUARD คว้ารางวัลชนะเลิศเป็นตัวแทนในการแข่งขันในระดับภูมิภาคเหนือ
ทีม RUBBER GUARD คว้ารางวัลชนะเลิศเป็นตัวแทนในการแข่งขันในระดับภูมิภาคเหนือ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ขอแสดงความยินดีกับ ทีม : RUBBER GUARD คว้ารางวัลชนะเลิศ ผ่านเข้ารอบการแข่งขันการประกวดความเป็นไปได้ทางธุรกิจภายใต้โครงการเส้นทางสู่นวัตวณิชย์ ครั้งที่ 11 (Research to Market) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดโดยอุทยานวิทยาศาสตร์ฯทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ และเป็นตัวแทนในการแข่งขันภูมิภาคเหนือต่อไป จำนวน 3 ทีม มีดังนี้ทีม : RUBBER GUARDผลงานวิจัย : น้ำยางพาราเคลือบเหล็กป้องกันสนิมอาจารย์ที่ปรึกษา : ผศ. ดร.พิไลวรรณ พรประสิทธิ์ทีมนักศึกษา1. นายกฤษฎา มุ่งพูนกลาง คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร2. นางสาวขวัญกมล โนภา คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร3. นายรณกร เครือหงษ์ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร4. นางสาวธันชนก คำมา คณะบริหารธุรกิจ5. นางสาวณัฐกฤตา วงษ์สุวรรณ คณะบริหารธุรกิจ ทีม : AES Re-Energyผลงานวิจัย : การพัฒนาฉนวนกันความร้อนแบบคอนกรีตบล็อกผสมเถ้าชีวมวลอาจารย์ที่ปรึกษา : ดร. ภคมน ปินตานาทีมนักศึกษา1. นางสาวลลิตา เพชรใจหาญ คณะพลังงานทดแทน2. นางสาวศุภมาส ทวีสุข คณะพลังงานทดแทน3. นางสาวจรรยพร หลู่จิ่ง คณะพลังงานทดแทน4. นางสาวธัญรดา เอี่ยมหอม คณะบริหารธุรกิจ5. นางสาวรดาดาว มงคลแก้ว คณะบริหารธุรกิจ ทีม : Blis teamผลงานวิจัย : แผ่นมาสก์ปาก “Blis Balm”อาจารย์ที่ปรึกษา : ผศ. ดร. ศักดินันท์ นันตังทีมนักศึกษา1. นายเทพฤทธิ์ จาง คณะวิทยาศาสตร์2. นางสาววรรณวิษา กระจ่างฉาย คณะวิทยาศาสตร์3. นายธนชัญ คำภีระ คณะวิทยาศาสตร์4. นางสาวณัฐวิภา เผ่าดี คณะบริหารธุรกิจ5. นายพฤษชาติ แสนเขื่อนแก้ว คณะบริหารธุรกิจทั้งนี้ทีมนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกจะเป็นตัวแทนในการแข่งขัน R2M ระดับภูมิภาคเหนือร่วมกับทีมตัวแทนจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ รวมทั้งหมด 21 ทีม เพื่อคัดเลือกทีมนักศึกษา จำนวน 9 ทีม แข่งขันในระดับประเทศต่อไป โดยการแข่งขันระดับภูมิภาคเหนือจะจัดขึ้นในวันที่ 30 พ.ย -1 ธ.ค 66 นี้ ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่
21 ตุลาคม 2566     |      202
Rubber Guard "น้ำยางพาราเคลือบเหล็กป้องกันสนิม" ที่ได้รับการพิจารณาทุนอุดหนุนแบบให้เปล่า 100,000 บาท
ขอแสดงความยินดีกับทีม Rubber Guard "น้ำยางพาราเคลือบเหล็กป้องกันสนิม" ที่ได้รับการพิจารณาทุนอุดหนุนแบบให้เปล่า 100,000 บาท อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยฝ่ายบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีและพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (นักศึกษาปัจจุบัน และ ผู้จบการศึกษาไม่เกิน 5 ปี) จำนวน 4 ราย ที่ได้รับการพิจารณาทุนอุดหนุนแบบให้เปล่า 100,000 บาท (Ideation Incentive Program : #IDEA) รอบที่ 2/2566 จากกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) เพื่อนำไปพัฒนาต้นแบบ (Mockup) และแผนธุรกิจฉบับสมบูรณ์ โดยการบ่มเพาะของเครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการ (TED Fellow) อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (MAP)1. โครงการ Rubber Guard "น้ำยางพาราเคลือบเหล็กป้องกันสนิม"โดย นายกฤษฎา มุ่งพูนกลาง นักศึกษาจากสาขาวิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ และนางสาวขวัญกมล โนภา นักศึกษาจากสาขาวิชาวิศวกรรมเกษตรอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิไลวรรณ พรประสิทธิ์ อาจารย์ประจำคณะคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้สาขาวิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ม.แม่โจ้2. โครงการ PEAT PLANT วัสดุเพาะเมล็ดและต้นกล้าจากวัตถุอินทรีย์ธรรมชาติ โดย นายเกรียงไกร ใจยสุข นักศึกษาคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีสาขาวิชาเกษตรอัจฉริยะ (ต่อเนื่อง) และทีมงานศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแม่โจ้อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปฏิภาณ สุทธิกุลบุตร อาจารย์ประจำคณะผลิตกรรมการเกษตร คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้สัตวศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยแม่โจ้3.โครงการระบบเพาะเห็ดแบบแม่นยำ โดย นายพุทธพงษ์ สุวรรณกูล นักศึกษาวิทยาลัยพลังงานทดแทน นายนิติพัฒน์ ปัญญา และนายปิติพล จิ่งต่า ศิษย์เก่าวิทยาลัยพลังงานทดแทนอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร.ภคมน ปินตานา และ อาจารย์ ดร.สุระพล ริยะนา อาจารย์ประจำวิทยาลัยพลังงานทดแทน วิทยาลัยพลังงานทดแทน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ School of Renewable Energy, MJU.4.โครงการโจ๊กผำแม่โจ้ 1 เอ โดย นางสาวเกตุวลิน ล้ำเลิศนางสาวสุดา จันทะบัตร นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ นางสาวพิมลพรรณ เพ็งสุริยา นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชญาพร อายุมั่น อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ
21 ตุลาคม 2566     |      213