คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
FACULTY OF ENGINEERING AND AGRO-INDUSTRY, MAEJO UNIVERSITY


ตั้งแต่เหล่าประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีข้อตกลงร่วมกันจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวในรูป ของประชาคมอาเซียน โดยได้ประกาศจะรวมตัวกันอย่างเป็นทางการในต้นปี ค.ศ.2015 ก่อนจะเลื่อนมาเป็นปลายปี 2015 นี้นั้น กระทรวงศึกษาธิการก็ได้เตรียมการเข้าร่วมด้วยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้กระตุ้นให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เตรียมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ และหนึ่งในการเตรียมตัวที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือ การปรับเวลาปิดและเปิดเทอมของมหาวิทยาลัยตามอาเซียน ซึ่งได้เริ่มปฏิบัติอย่างจริงจังแล้วในปีการศึกษา 2557 ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ นี้ โดยอ้างข้อดีไว้ 4-5 ข้อ ดังนี้

1.เพื่อความเป็นเอกภาพของภูมิภาคอาเซียน 

2.เพื่อให้นักเรียนนักศึกษามีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้สะดวกขึ้นเพราะมีเวลาเรียนและเวลาหยุดตรงกัน

3.การแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยในอาเซียนจะทำได้ง่ายขึ้นเพราะมีเวลาเรียนตรงกัน โดยเฉพาะการจัดทำหลักสูตรร่วมกัน

4.ไม่เสียเวลาเมื่อนักเรียนนักศึกษาจากประเทศหนึ่งจะไปศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของอีกประเทศหนึ่ง

5.เกิดความเสมอภาค ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกันในการจบการศึกษาและหางานทำ

6.เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนา

ทุก ข้อที่กล่าวมานี้ เป็นเหตุผลเท่าที่ผู้เขียนทราบจากทางฝ่ายผู้เสนอให้มหาวิทยาลัยปรับเปลี่ยน เวลาปิดและเปิดเทอมตามอาเซียน ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยมีการสอบถามความเห็นจากนักศึกษาและอาจารย์ผู้สอนใน มหาวิทยาลัยแต่อย่างใด แม้เคยมีผู้แสดงความเห็นคัดค้าน แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร บัดนี้การปรับเปลี่ยนเวลาปิด-เปิดเทอมตามอาเซียนได้ปฏิบัติมาจนครบรอบปีการ ศึกษาหนึ่งแล้ว ลองกลับมาพิจารณาดูว่า มันเป็นเรื่องการพัฒนาตามที่ผู้เสนออ้างจริงหรือไม่ 

เมื่อ ลองย้อนกลับมาพิจารณาข้ออ้างเหล่านี้ดูจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ข้อ 1-4 นั้น ที่จริงมันเป็นข้อเดียวกัน แต่ดูเหมือนฝ่ายเสนอจะพยายามทำให้ดูว่ามีหลายข้อ ส่วนข้อ 5 ก็ดูเหมือนผู้เสนอจะใช้หลักคิดแบบเดิมๆ ว่า ความเสมอภาคคือการที่ต้องมีปัจจัยเหมือนๆ กัน เท่าๆ กัน 

และ ข้อ 6 ก็ดูเหมือนผู้เสนอจะทึกทักเอาเองว่า การปิดและเปิดเทอมตามอาเซียนนั้นเป็นการพัฒนา มิใช่แค่การปรับเปลี่ยนธรรมดาๆ ซึ่งทำให้ดูเหมือนไม่มีโอกาสเลยที่การปิดเปิดเทอมตามอาเซียนจะมีข้อเสียหรือ ทำให้เกิดความเสื่อมถอยตามมา 



สํา หรับข้อแรกนั้นดูเข้าท่าตรงที่ว่า กลุ่มประเทศเดียวกันจะทำอะไร ก็ควรทำให้เหมือนๆ กัน และดูเหมือนจะประสบความสำเร็จตั้งแต่มหาวิทยาลัยต่างๆ ของไทยยอมปิด-เปิดเทอมตามอาเซียนแล้ว จึงนับได้ว่ามหาวิทยาลัยของอาเซียนมีความเป็นเอกภาพกันทั้งภูมิภาคในระดับ หนึ่งแล้วในขณะนี้

ส่วนข้อ 2 ยังไม่อาจประเมินได้ว่าเมื่อปิดเทอมพร้อมกันแล้วนักศึกษาในอาเซียนมีการร่วม ทำกิจกรรมกันมากน้อยแค่ไหน แต่เท่าที่ทราบคงไม่ได้น้อยไม่ได้มากไปจากเดิม เพราะยังไม่เห็นโครงการหรือกิจกรรมอะไรเพิ่มขึ้นมาอย่างชัดเจน แม้แต่ตัวนักศึกษาเองก็ยังคงมุ่งแต่กิจกรรมของตน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอาเซียนเลย 

ข้อ ที่ 3 ก็คงไม่ต่างจากข้อ 2 เพราะเปอร์เซ็นต์ของการแลกเปลี่ยนนักศึกษาเป็นเรื่องของคนส่วนน้อยเมื่อ เปรียบเทียบกับนักศึกษาส่วนใหญ่ (ไม่น่าถึงร้อยละหนึ่ง) และนักศึกษาไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ให้ความสนใจการแลกเปลี่ยนในกลุ่มอาเซียนเท่า กับการไปทำงานและท่องเที่ยว (Work and Travel) ในกลุ่มประเทศทางยุโรป อเมริกา หรือออสเตรเลีย 

ข้อ ที่ 4 เนื่องจากการปิด-เปิดเทอมของอาเซียนสอดรับกับการปิด-เปิดเทอมของมหาวิทยาลัย ในยุโรปและอเมริกาก็จริง ซึ่งทำให้คนที่จะไปเรียนต่อไม่ต้องเสียเวลาว่างไปครึ่งปีค่อนปี แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของคนส่วนน้อยอีกเช่นกัน และคนที่จะไปเรียนต่อก็คงไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเวลาว่างนี้มากนัก 

ข้อ ที่ 5 เรื่องความเสมอภาคในการจบการศึกษาและการหางานทำนั้น ดูเหมือนผู้เสนอจะใช้กรอบความคิดเก่าๆ ที่ว่า เมื่อนักศึกษาเรียนจบก็ต้องไปสมัครงานตามฤดูกาลที่เคยมีมา (เหมือนระบบราชการ) ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว คนรุ่นใหม่ไม่ได้มุ่งรับราชการหรือเป็นลูกจ้าง (มนุษย์เงินเดือน) แต่มุ่งเป็นเจ้าของกิจการหรือทำธุรกิจส่วนตัวมากขึ้น 

ดังนั้น ช่วงเวลาที่จบการศึกษาและการสมัครงานจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญแต่อย่างใด

ข้อ สุดท้าย การพัฒนาที่คาดหวังจึงยังไม่เกิดขึ้นแม้จะมีการปรับเปลี่ยนเวลาปิด-เปิดเทอม แล้วก็ตาม แต่ผลกระทบในทางลบที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ไว้ได้เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้

ประการแรก บรรยากาศการเรียนการสอนไม่เอื้ออำนวยจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในเดือนมีนาคม และเมษายน แม้ห้องเรียนจะใช้เครื่องปรับอากาศให้เย็นฉ่ำ แต่สภาพอากาศนอกห้องเรียนก็ไม่ส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศในการเรียนรู้เพิ่ม เติม แต่น่าจะเป็นอุปสรรคมากกว่า นอกจากนี้วิชาที่ต้องมีการเรียนการสอนนอกห้องเรียนก็ยิ่งทรมานทรกรรมต่อทั้ง ผู้สอนและผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง

ประการที่สอง นับเป็นผลต่อเนื่องจากข้อแรกนั่นคือ ค่าไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศจำนวนมหาศาล หลายมหาวิทยาลัยกำลังประสบวิกฤตค่าไฟฟ้าในเทอมที่สองนี้ และไม่ทราบว่าเป็นเพราะทุกมหาวิทยาลัยมีการเรียนการสอนพร้อมกันในเดือน เมษายนนี้หรือไม่ ที่ทำให้ปีนี้ยอดการใช้ไฟสูงสุด (Peak) ของประเทศถูกทำลายสถิติลงไปหลายครั้ง

ประการที่สาม ดังเป็นที่ทราบกันดีว่า เดือนเมษายนมีวันหยุดมาก ทั้งวันจักรีและวันสงกรานต์ ซึ่งต้องหยุดไปอย่างน้อยก็ 4-5 วัน การเรียนการสอนในเดือนนี้จึงไม่ปะติดปะต่อ เรียนๆ หยุดๆ ประสิทธิภาพการเรียนและการสอนนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นที่รู้ๆ กันทั้งผู้สอนและผู้เรียน เหมือนการเรียนภาคฤดูร้อน ซึ่งนักศึกษาปกติจะไม่ลงทะเบียนเรียนกันนั่นเอง

ประการที่สี่ ทำลายภารกิจด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยโดยตรง เพราะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นทั้งวัน

ปี ใหม่ไทย วันผู้สูงอายุ และวันครอบครัว นักศึกษาและอาจารย์ไม่อาจไปร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมได้เหมือนอย่างเคย โดยเฉพาะนักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด 

ประการที่ห้า สร้างความยากลำบากโดยไม่จำเป็น อาจารย์และนักศึกษาจำเป็นต้องแออัดอยู่ในเมือง (ที่ตั้งของมหาวิทยาลัย) แทนที่จะได้กลับไปพักผ่อนสบายๆ ในต่างจังหวัดหรือบ้านเกิด ผู้ปกครองต้องมีภาระเพิ่มในการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษาที่ ต้องอยู่กับสภาพอากาศร้อนในเมือง

ประการสุดท้าย การเปิดและปิดเทอมตามอาเซียนเป็นเหมือนบทพิสูจน์ว่า ประเทศไทยไม่ใช่ผู้นำทางการศึกษาในภูมิภาคนี้ หากเป็นผู้นำทางการศึกษาจริงคงต้องหาวิธีให้มหาวิทยาลัยของประเทศอื่นในอา เซียนหันมาปิด-เปิดเทอมตามประเทศไทย หรืออย่างน้อยก็ต้องยืนหยัดปิดเปิดเทอมตามแบบที่เหมาะสมของประเทศไทยเอง 

การ ปรับเปลี่ยนเวลาปิดและเปิดเทอมของมหาวิทยาลัยไทยในรอบปีการศึกษา 2557 ที่ผ่านมานี้ น่าจะเป็นบทพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่า ข้อดีที่คาดหวังนั้นยังไม่เกิดและไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่ข้อเสียนั้นได้เกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน หรือใครจะลองทำการสำรวจหรือทำวิจัยดูก็ได้ ซึ่งยังคงไม่สายเกินไปที่ สกอ.และ ทปอ.จะกลับมาทบทวนเรื่องนี้ หากไม่คิดจะแก้ไขก็เหมือนยืนยันว่าข้อเสียประการสุดท้ายที่กล่าวไว้ข้างต้น เป็นความจริง และคงไม่แปลกที่อุดมศึกษาไทยจะรั้งท้ายอาเซียนตลอดไป

ที่มา : ภาพและข้อความจาก มติชนออนไลน์ : http://www.matichon.co.th

ปรับปรุงข้อมูล : 6/8/2558 14:32:47     ที่มา : คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้     จำนวนผู้เปิดอ่าน : 699

กลุ่มข่าวสาร : บทความน่าสนใจ

ข่าวล่าสุด

รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 ในงาน Startup Gate Pitching Challeng 2023
รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 ในงาน Startup Gate Pitching Challeng 2023คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ขอแสดงความยินดีกับ นักศึกษา ปริญญาตรี และปริญญาโท ทีมปันแสน และ ทีมREISSCHEIN คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 และ รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 จากกิจกรรมการนำเสนอผลงานนวัตกรรมสู่การพัฒนาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Startup Gate Pitching Challenge 2023) จากทั้งหมด 12 ทีม จัดโดยอุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร (MAP) ในวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม 2566 ณ ห้องประชุมข้าวหอมมะลิ อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ มหาวิทยาลัยแม่โจ้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 "ทีมปันแสน" นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชานวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร กับผลงาน "เยลลี่บุกเสริมสารสกัดจากขมิ้นชันคุมหิวผิวสวย" ประกอบด้วย1. นางสาวเสาวลักษณ์ มณีทอง2. นายณัฐพงษ์ มุงเมือง3. นายอาทิตย์ ด่านกระโทก4. ผศ.ดร.ธีระพล เสนพันธุ์ (อ.ที่ปรึกษาทีม)ชนะเลิศอันดับ 2 "ทีม REISSCHEIN" กับผลงาน "ไวน์ข้าวออร์แกนนิค" นักศึกษา ปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ประกอบด้วย1.น.ส.นันทกานต์ นันสาย2.น.ส.นัทธมน ขวัญทัย3.ผศ.ดร.กนกวรรณ ตาลดี (อ.ที่ปรึกษาทีม)
21 ตุลาคม 2566     |      187
"รางวัลชมเชยระดับประเทศ มีดกรีดยางอินทรี/มีดกรีดยางแบบมีกลไก"
"รางวัลชมเชยระดับประเทศ มีดกรีดยางอินทรี/มีดกรีดยางแบบมีกลไก"ในวันที่ 27 กันยายน 2566 การยางแห่งประเทศไทย ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดงาน Rubber Innovation Matching Day นำเสนอผลงานผลิตภัณฑ์ต้นแบบและการจับคู่ธุรกิจ ภายใต้โครงการ Natural Rubber Startup Acceleration Program: Batch 3 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ จ.สงขลา มีผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด 198 คน ทีมผู้เข้าร่วม 28 ทีม 91 คนผศ.ดร.ศิวโรฒ บุญราศรี สาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นที่ปรึกษาโครงการ โครงการส่งเสริมและพัฒนาสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางการพัฒนาด้านธุรกิจ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยาง (Natural Rubber Startup Acceleration Program Batch 3) จากโครงการเรื่อง มีดกรีดยางอินทรี/มีดกรีดยางแบบมีกลไก โดยมีสมาชิก นายคณินทร์ชัย เอกพุฒิวงศ์ เกษตรกรชาวสวนยาง ตำบลห้วยซ้อ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ได้รับรางวัลชมเชยผลงานระดับ Product to Market (P2M) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบยางพาราเข้าสู่ตลาด
21 ตุลาคม 2566     |      154
RUBBER GUARD คว้ารางวัลชนะเลิศเป็นตัวแทนในการแข่งขันในระดับภูมิภาคเหนือ
ทีม RUBBER GUARD คว้ารางวัลชนะเลิศเป็นตัวแทนในการแข่งขันในระดับภูมิภาคเหนือ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ขอแสดงความยินดีกับ ทีม : RUBBER GUARD คว้ารางวัลชนะเลิศ ผ่านเข้ารอบการแข่งขันการประกวดความเป็นไปได้ทางธุรกิจภายใต้โครงการเส้นทางสู่นวัตวณิชย์ ครั้งที่ 11 (Research to Market) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดโดยอุทยานวิทยาศาสตร์ฯทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ และเป็นตัวแทนในการแข่งขันภูมิภาคเหนือต่อไป จำนวน 3 ทีม มีดังนี้ทีม : RUBBER GUARDผลงานวิจัย : น้ำยางพาราเคลือบเหล็กป้องกันสนิมอาจารย์ที่ปรึกษา : ผศ. ดร.พิไลวรรณ พรประสิทธิ์ทีมนักศึกษา1. นายกฤษฎา มุ่งพูนกลาง คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร2. นางสาวขวัญกมล โนภา คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร3. นายรณกร เครือหงษ์ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร4. นางสาวธันชนก คำมา คณะบริหารธุรกิจ5. นางสาวณัฐกฤตา วงษ์สุวรรณ คณะบริหารธุรกิจ ทีม : AES Re-Energyผลงานวิจัย : การพัฒนาฉนวนกันความร้อนแบบคอนกรีตบล็อกผสมเถ้าชีวมวลอาจารย์ที่ปรึกษา : ดร. ภคมน ปินตานาทีมนักศึกษา1. นางสาวลลิตา เพชรใจหาญ คณะพลังงานทดแทน2. นางสาวศุภมาส ทวีสุข คณะพลังงานทดแทน3. นางสาวจรรยพร หลู่จิ่ง คณะพลังงานทดแทน4. นางสาวธัญรดา เอี่ยมหอม คณะบริหารธุรกิจ5. นางสาวรดาดาว มงคลแก้ว คณะบริหารธุรกิจ ทีม : Blis teamผลงานวิจัย : แผ่นมาสก์ปาก “Blis Balm”อาจารย์ที่ปรึกษา : ผศ. ดร. ศักดินันท์ นันตังทีมนักศึกษา1. นายเทพฤทธิ์ จาง คณะวิทยาศาสตร์2. นางสาววรรณวิษา กระจ่างฉาย คณะวิทยาศาสตร์3. นายธนชัญ คำภีระ คณะวิทยาศาสตร์4. นางสาวณัฐวิภา เผ่าดี คณะบริหารธุรกิจ5. นายพฤษชาติ แสนเขื่อนแก้ว คณะบริหารธุรกิจทั้งนี้ทีมนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกจะเป็นตัวแทนในการแข่งขัน R2M ระดับภูมิภาคเหนือร่วมกับทีมตัวแทนจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ รวมทั้งหมด 21 ทีม เพื่อคัดเลือกทีมนักศึกษา จำนวน 9 ทีม แข่งขันในระดับประเทศต่อไป โดยการแข่งขันระดับภูมิภาคเหนือจะจัดขึ้นในวันที่ 30 พ.ย -1 ธ.ค 66 นี้ ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่
21 ตุลาคม 2566     |      202
Rubber Guard "น้ำยางพาราเคลือบเหล็กป้องกันสนิม" ที่ได้รับการพิจารณาทุนอุดหนุนแบบให้เปล่า 100,000 บาท
ขอแสดงความยินดีกับทีม Rubber Guard "น้ำยางพาราเคลือบเหล็กป้องกันสนิม" ที่ได้รับการพิจารณาทุนอุดหนุนแบบให้เปล่า 100,000 บาท อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยฝ่ายบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยีและพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (นักศึกษาปัจจุบัน และ ผู้จบการศึกษาไม่เกิน 5 ปี) จำนวน 4 ราย ที่ได้รับการพิจารณาทุนอุดหนุนแบบให้เปล่า 100,000 บาท (Ideation Incentive Program : #IDEA) รอบที่ 2/2566 จากกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) เพื่อนำไปพัฒนาต้นแบบ (Mockup) และแผนธุรกิจฉบับสมบูรณ์ โดยการบ่มเพาะของเครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการ (TED Fellow) อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (MAP)1. โครงการ Rubber Guard "น้ำยางพาราเคลือบเหล็กป้องกันสนิม"โดย นายกฤษฎา มุ่งพูนกลาง นักศึกษาจากสาขาวิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ และนางสาวขวัญกมล โนภา นักศึกษาจากสาขาวิชาวิศวกรรมเกษตรอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิไลวรรณ พรประสิทธิ์ อาจารย์ประจำคณะคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้สาขาวิชาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ม.แม่โจ้2. โครงการ PEAT PLANT วัสดุเพาะเมล็ดและต้นกล้าจากวัตถุอินทรีย์ธรรมชาติ โดย นายเกรียงไกร ใจยสุข นักศึกษาคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีสาขาวิชาเกษตรอัจฉริยะ (ต่อเนื่อง) และทีมงานศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแม่โจ้อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปฏิภาณ สุทธิกุลบุตร อาจารย์ประจำคณะผลิตกรรมการเกษตร คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้สัตวศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยแม่โจ้3.โครงการระบบเพาะเห็ดแบบแม่นยำ โดย นายพุทธพงษ์ สุวรรณกูล นักศึกษาวิทยาลัยพลังงานทดแทน นายนิติพัฒน์ ปัญญา และนายปิติพล จิ่งต่า ศิษย์เก่าวิทยาลัยพลังงานทดแทนอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ ดร.ภคมน ปินตานา และ อาจารย์ ดร.สุระพล ริยะนา อาจารย์ประจำวิทยาลัยพลังงานทดแทน วิทยาลัยพลังงานทดแทน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ School of Renewable Energy, MJU.4.โครงการโจ๊กผำแม่โจ้ 1 เอ โดย นางสาวเกตุวลิน ล้ำเลิศนางสาวสุดา จันทะบัตร นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ นางสาวพิมลพรรณ เพ็งสุริยา นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยนเรศวร อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิชญาพร อายุมั่น อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ
21 ตุลาคม 2566     |      213