คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
FACULTY OF ENGINEERING AND AGRO-INDUSTRY, MAEJO UNIVERSITY

       “ภาคเหนือ” โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนบนอันประกอบด้วย 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ และแม่ฮ่องสอน จัดเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อมลภาวะทางอากาศสูงที่สุดของประเทศ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสลับซับซ้อน อันเป็นอุปสรรคต่อการถ่ายเทของอากาศ ประกอบกับมีภูมิอากาศที่แห้งแล้งยาวนานกว่าทุกๆ ภาคของประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน คาบเกี่ยวตั้งแต่ช่วงฤดูหนาว (พ.ย.-ก.พ.) ไปจนถึงช่วงฤดูร้อน(ก.พ.-เม.ย.) พื้นที่ส่วนนี้นอกจากจะมีเชื้อไฟจากชีวมวลของป่าไม้ผลัดใบปริมาณมาก มายมหาศาลแล้ว ยังมีเชื้อไฟจากเศษซากพืชทางการเกษตรอีกเป็นปริมาณมากด้วย พื้นที่ส่วนนี้ของประเทศจึงต้องเผชิญกับปัญหามลพิษจากหมอกควันในขั้นวิกฤติ อยู่เป็นประจำ (อ่านต่อบทความแบบ PDF   คลิ๊กที่นี้ )       

         สำหรับปีนี้ ทางกรมควบคุมมลพิษ ก็ได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ไว้แล้ว กล่าวคือ ได้มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อระดมความคิดเห็นต่อการเตรียมการแก้ไขปัญหาหมอกควันที่เกิดจากไฟป่าและ การเผาในที่โล่งแจ้ง ปี 2556 แล้วในหลายจังหวัด ตั้งแต่ปลายปี 2555 ซึ่งมีทั้งนักวิชาการ ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนจากภาคประชาชนเข้าร่วมประชุมจำนวนมาก จึงน่าเชื่อได้ว่า ปีนี้จะสามารถรับมือกับสถานการณ์หมอกควันได้ดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา       

         นอกจากนี้ ทางกรมควบคุมมลพิษยังได้ร่างมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควัน ภาคเหนือตอนบน ปี 2556 ให้ทุกฝ่ายร่วมพิจารณาด้วย มีทั้งมาตรการห้ามเผาโดยเด็ดขาดในช่วงวิกฤติ มาตรการจัดระเบียบการเผา มาตรการป้องกันไฟป่า มาตรการสนับสนุนหมู่บ้านปลอดการเผา มาตรการส่งเสริมภาคเอกชนและภาคีร่วมป้องกันและแก้ไขมลพิษจากหมอกควัน มาตรการสื่อสารประชาสัมพันธ์สู่กลุ่มเป้าหมาย มาตรการแจ้งเตือนสถานการณ์หมอกควัน มาตรการขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมาตรการอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง       แม้มาตรการต่างๆ จะยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย เพราะยังมีข้อถกเถียงกันอยู่บ้างเรื่องรายละเอียดในทางปฏิบัติของบางประเด็น แต่เชื่อว่า หากมาตรการดังกล่าวเหล่านี้ได้รับการดูแลปฏิบัติจากองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. อบต. และเทศบาลต่างๆ เป็นต้น ซึ่งหากหน่วยงานเหล่านี้ช่วยกันทำให้เกิดเป็นรูปธรรมในระดับหนึ่งได้ ปัญหามลภาวะทางอากาศในเขตพื้นที่ภาคเหนือจะไม่รุนแรงเข้าขั้นวิกฤติเหมือนใน ปี 2550 อย่างแน่นอน       

        แต่อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนเมษายน รวมระยะเวลาประมาณ 80 วันนี้ นับเป็นช่วงอันตรายอย่างยิ่งต่อการเกิดหมอกควันจากการเผาไหม้ เพราะเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งที่สุด อีกทั้งมีเชื้อไฟสะสมไว้เป็นปริมาณมาก ทั้งชีวมวลจากป่าไม้และเศษซากพืชทางการเกษตร (หากไม่มีการทยอยเผามาก่อน) ซึ่งถ้าหากมีไฟป่าหรือมีการเผาเศษซากพืชทางการเกษตรพร้อมๆ กันในช่วงนี้ มลพิษทางอากาศจะรุนแรงเข้าขั้นวิกฤติได้โดยง่าย        ขณะนี้ได้ย่างเข้าสู่ช่วง 80 วัน อันตรายแล้ว แม้มีบางส่วนบางจังหวัดมีไฟป่าเกิดขึ้นและมีการเผาไร่นาทำให้คุณภาพอากาศต่ำ กว่าค่ามาตรฐาน (120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) อยู่บ้าง แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงเป็นที่น่าพอใจ แต่ถึงกระนั้น ระยะเวลาที่เหลืออีกราว 2 เดือน ยังคงต้องเฝ้าดูแลอย่าง ใกล้ชิดต่อไป        

         แม้กรมอุตุนิยมวิทยา จะเคยคาดการณ์ไว้ว่า ปีนี้จะเป็นปีของเอลนีโญที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดความแห้งแล้งมากกว่าปกติ อันเป็นสาเหตุสำคัญที่จะมีผลทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศในภาคเหนืออย่างรุนแรง เข้าขั้นวิกฤติได้ แต่ล่าสุดเป็นที่น่ายินดีว่า สถานการณ์จะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะจากการเฝ้าติดตามอุณหภูมิของน้ำทะเลรอบๆ ประเทศไทย ที่ระดับความลึก 0-300 เมตร พบว่า มีความแตกต่างจากค่าปกติน้อยมาก (+ 0.5 องศาเซลเซียสเท่านั้น) ซึ่งทำให้เป็นที่เบาใจได้ว่า เอลนีโญจะไม่เกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้งนี้         และที่สำคัญยังปรากฏว่ามีฝนตกประปรายในพื้นที่ภาคเหนือในช่วงปลายเดือน มกราคมด้วย ซึ่งช่วยลดปริมาณหมอกควันที่เริ่มมีบ้างแล้วลงไปได้เป็นอันมาก แต่ถึงกระนั้น มลพิษจากหมอกควันในภาคเหนือก็ยังไม่อาจวางใจได้ เพราะการเผาป่าและการเผาไร่นายังคงเป็นวิถีชีวิตของคนบางส่วนที่ยังไม่อาจ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้ในขณะนี้ ดังนั้น หน่วยงานของภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเข้มงวดกวดขันกันต่อไป จนกว่าจะพ้น 80 วันอันตรายนี้ไปให้ได้        

           ในช่วงหลายปีมานี้ มีข้อที่น่าห่วงใยอีกประการหนึ่งคือ มีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ไปตั้งฐานการผลิตอยู่หลายแห่งในภาคเหนือ จึงมีภาคเอกชนเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กันมากขึ้น เพราะข้าวโพดเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญของอาหารสัตว์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน จากแรงจูงใจด้านราคาและความแน่นอนของรายได้ ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไปอย่างไม่จำกัด ตั้งแต่พื้นที่ราบลุ่มไปจนถึงบนยอดดอย การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เหล่านี้ นับเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการเผา เพราะเป็นพื้นที่ห่างไกลจากชุมชนและการคมนาคม        โดยเริ่มตั้งแต่การเผาป่าหรือพื้นที่รกร้างเพื่อเปิดพื้นที่เพาะปลูก การเผาต้นตอซังหลังการเก็บเกี่ยว และยังต้องเผาซังข้าวโพดหลังการสีหรือกะเทาะเมล็ดออกจากฝักแล้วด้วย เรื่องนี้มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ แต่ดูเหมือนทางจังหวัดและหน่วยงานในท้องถิ่น รวมทั้งกรมควบคุมมลพิษก็ยังหาทางออกไม่ได้     สำหรับทางออกของปัญหาดังกล่าวเท่าที่พอเป็นไปได้ในปัจจุบันคือ การขอความร่วมมือและร่วมรับผิดชอบจากกลุ่มธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ ให้ช่วยหามาตรการควบคุมเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดส่งโรงงานของตน เช่น การรับซื้อต้นข้าวโพดและซังข้าวโพดไปผลิตพลังงานหรือทำปุ๋ยหมัก ซื้อข้าวโพดในราคาพิเศษหรือลดราคาปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร หากเกษตรกรสามารถลดการเผาลงได้ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะมาตรการทางกฎหมายคงไม่อาจนำมาใช้กับกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ได้ เพราะไม่ใช่ผู้ก่อมลพิษโดยตรง แต่ความตระหนักในกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางตรงและทางอ้อมนั้น นับเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะต้องให้ความร่วมมือและร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามสมควร      

           ปีนี้พื้นที่ภาคเหนือตอนบนอาจผ่านพ้น 80 วันอันตรายไปได้ โดยไม่ปรากฏมลพิษจากหมอกควันถึงขั้นวิกฤติเลยก็เป็นได้ ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะสถานการณ์ต่างๆ เป็นใจ รวมทั้งหน่วยงานของแต่ละท้องถิ่นแต่ละจังหวัดต่างตื่นตัว เพราะได้รับการกระตุ้นจากกรม ควบคุมมลพิษให้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่สำหรับปีต่อๆ ไปก็จะต้องไม่ปล่อยปละละเลยด้วย โดยเฉพาะการสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องกระทำกันอย่างต่อเนื่องต่อไป

ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร

คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ที่มา :ภาพและเนื้อหาจาก (แนวหน้า )  7 ก.พ 2556

 

ปรับปรุงข้อมูล : 4/9/2556 11:36:26     ที่มา : คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้     จำนวนผู้เปิดอ่าน : 6317

กลุ่มข่าวสาร : บทความน่าสนใจ

ข่าวล่าสุด

ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทีม Coff Brew
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทีม Coff Brew  ที่ได้รับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype) จำนวน 25,000 บาท จากการแข่งขัน Startup Thailand League 2026 รอบภูมิภาค ภาคเหนือ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (ภาคเหนือ) จังหวัดเชียงใหม่ ผลงาน“เครื่องสกัดกาแฟรูปแบบใหม่โดยใช้เทคโนโลยี PLU”สมาชิกทีม• นายอนุพงศ์ เขื่อนแก้วนักศึกษาปริญญาโท คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร• นายอาทิตย์ ด่านกระโทกนักศึกษาปริญญาโท คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร• นายตันติกร กันนานักศึกษาปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ• Nirmala Bhuvana Chandra Ramisettyนักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยนานาชาติอาจารย์ที่ปรึกษารองศาสตราจารย์ ดร.จตุรภัทร วาฤทธิ์คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรการแข่งขัน Startup Thailand League 2026 เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพนักศึกษาด้านนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำเสนอแนวคิดธุรกิจและผลงานนวัตกรรมสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ในระดับประเทศทั้งนี้ ทีม Coff Brew ได้รับคัดเลือกให้พัฒนาผลงานต้นแบบและเตรียมเข้าร่วมกิจกรรม Demo Day ระหว่างวันที่ 25–27 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เพื่อจัดแสดงผลงานต่อนักลงทุนและเครือข่ายธุรกิจ Startup ระดับประเทศและนานาชาติต่อไปคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ขอร่วมชื่นชมและภาคภูมิใจในความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของนักศึกษา ที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การสร้างนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการแห่งอนาคตได้อย่างโดดเด่นCr:อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร Maejo Agro Food Park (MAP)https://www.facebook.com/share/18ZhSJ8uJx/
15 มิถุนายน 2569     |      536
SIPOC Model กับการบริหารจัดการการดำเนินการตามเกณฑ์ EdPEx
ทีมผู้บริหารและอาจารย์ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกวรรณ ตาลดี รองคณบดีฝ่ายวิชาการผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หยาดฝน ทนงการกิจ รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และประกันคุณภาพผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิไลวรรณ พรประสิทธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหารและเทคโนโลยีสารสนเทศรองศาสตราจารย์ ดร.จตุรภัทร วาฤทธิ์ ประธานหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมอาหารเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ "SIPOC Model กับการบริหารจัดการการดำเนินการตามเกณฑ์ EdPEx" ใน วันที่ 12-13 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมยูนิมมาน โดย ได้รับเกียรติจาก "ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภัทร พัฒน์วิชัยโชติ" คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นวิทยากรการอบรมครั้งนี้ช่วยส่งเสริมให้บุคลากรนำความรู้ที่ได้ ใช้ในการวิเคราะห์ วางระบบและ เชื่อมโยงกระบวนการ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศขององค์กร
15 มิถุนายน 2569     |      519
Professor Ken’ichi Yano จาก Mie University ประเทศญี่ปุ่น เพื่อหารือความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนนักศึกษา
วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา นาคประสม คณบดีคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้แทนจากหลักสูตรวิศวกรรมเกษตร วิศวกรรมอาหาร สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา และคณะพยาบาลศาสตร์ ร่วมให้การต้อนรับ Professor Ken’ichi Yano ศาสตราจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล และผู้ช่วยอธิการบดีด้านการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ จาก Mie University ประเทศญี่ปุ่น ในโอกาสเดินทางมาเยี่ยมชมคณะฯ และหารือแนวทางความร่วมมือทางวิชาการ ณ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ในการนี้ ได้มีการนำเสนอวีดิทัศน์แนะนำมหาวิทยาลัยและคณะฯ พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัย และการแลกเปลี่ยนนักศึกษาในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา ระหว่างสองสถาบันProfessor Ken’ichi Yano ได้นำเสนอผลงานวิจัยในหัวข้อ “Medical, Welfare, and Care-support Robotics” และ “Automation Engineering, Welfare Robots and Nursing Care Systems” ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อการแพทย์ การดูแลผู้สูงอายุ และระบบสนับสนุนงานด้านสวัสดิการและการพยาบาล รวมถึงการออกแบบและพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับภารกิจเฉพาะ เช่น การเกษตร การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและงานเสี่ยงอันตรายอื่นๆนอกจากนี้ ผู้แทนจากหลักสูตรวิศวกรรมเกษตร วิศวกรรมอาหาร สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา และพยาบาลศาสตร์ ได้นำเสนอผลงานวิจัยเด่น รวมถึงหน่วยปฏิบัติการและห้องปฏิบัติการเฉพาะทางของแต่ละหลักสูตร ก่อนนำเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและหน่วยวิจัยต่าง ๆ ภายในคณะฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคตFaculty of Engineering and Agro-Industry, Maejo University Welcomes Professor Ken’ichi Yano from Mie University, Japan, for Academic Collaboration Discussion and Student Exchange OpportunitiesOn Wednesday, May 6, 2026, Asst. Prof. Dr. Kanjana Narkprasom, Dean of the Faculty of Engineering and Agro-Industry, Maejo University, together with faculty administrators, lecturers, and representatives from the Agricultural Engineering Program, Food Engineering Program, Food Science Program, Graduate Programs, and Faculty of Nursing, warmly welcomed Professor Ken’ichi Yano from the Faculty of Engineering, Mie University, Japan.Professor Ken’ichi Yano currently serves as Assistant to the President for Early-Career Researcher Development and Head of the Intelligent Robotics Laboratory, Department of Mechanical Engineering, Mie University.The visit aimed to strengthen academic collaboration and explore future opportunities for student exchange programs between the two institutions.During the meeting, participants viewed institutional introduction videos of Maejo University and the Faculty of Engineering and Agro-Industry, followed by discussions on academic cooperation, research collaboration, and student exchange programs at both undergraduate and graduate levels.Professor Ken’ichi Yano delivered a keynote presentation on “Medical, Welfare, and Care-support Robotics” and “Automation Engineering, Welfare Robots and Nursing Care Systems,” highlighting innovative robotics technologies for healthcare, elderly care, and welfare support systems.In addition, representatives from the Agricultural Engineering Program, Food Engineering Program, Food Science Program, Graduate Programs, and Nursing Program presented their outstanding research projects, specialized laboratories, and academic operation units. The visit also included laboratory observations and facility tours within the faculty to promote knowledge exchange and future international collaboration networks.
15 มิถุนายน 2569     |      524
ร่วมพิธีดำหัวผู้อาวุโสและอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สืบสานป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง ประจำปี 2569
เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา นาคประสม คณบดีคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรของคณะฯ เข้าร่วมพิธีดำหัวผู้อาวุโสและอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ภายใต้โครงการ “สืบสานป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง” ประจำปี 2569ในการนี้ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรได้ร่วมตั้งแถวขบวนอย่างเป็นระเบียบ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีระพล เสนพันธุ์ เป็นผู้ถือป้ายประจำขบวน สะท้อนถึงความพร้อมเพรียงและความเป็นหนึ่งเดียวของบุคลากรในคณะฯกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสืบสานประเพณีปีใหม่เมืองของชาวล้านนา และเปิดโอกาสให้บุคลากรได้ร่วมแสดงความเคารพ คารวะ และขอพรจากผู้อาวุโสและผู้บริหารมหาวิทยาลัย อันเป็นการส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อันดีภายในองค์กร ณ อาคารศูนย์กีฬาทศมิตรทรบพิตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่นอกจากนี้ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรยังได้ส่งบุคลากรเข้าร่วมกิจกรรมภายในงาน อาทิ การประกวดลาบเมือง และการประกวดนวัตกรรมการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรเป็นเครื่องดื่มด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งแสดงถึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของบุคลากรคณะฯ การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือ ความสามัคคี และการสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของบุคลากรคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรอย่างต่อเนื่อง
15 มิถุนายน 2569     |      529