คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
FACULTY OF ENGINEERING AND AGRO-INDUSTRY, MAEJO UNIVERSITY

     ตั้งแต่รัฐบาลดำเนินการตาม นโยบายรถยนต์คันแรก เป็นต้นมา กว่าเจ็ดแสนคนได้รับอานิสงส์กันไปแล้ว และคาดว่าผู้ได้รับอานิสงส์จะเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นกว่าหนึ่งล้านคนเพราะรัฐบาล ได้ขยายเวลาการจองรถได้มาจนถึงปลายปีที่แล้ว ขณะที่รัฐบาลกำลังปลาบปลื้มกับผลงานชิ้นนี้ เพราะช่วยกระตุ้นยอดการผลิตรถยนต์ภายในประเทศในปี พ.ศ.2555 ขึ้นไปถึงสองล้านกว่าคัน ทั้งๆ ที่นโยบายนี้สวนทางกับนโยบายการประหยัดพลังงานและการลดการนำเข้าน้ำมันอย่าง ชัดเจน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะของประเทศให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนนโยบายนี้จะมีผลกระทบต่อสังคมและประเทศชาติมากน้อยแค่ไหน มีใครได้ใครเสียบ้าง คงป่วยการที่จะกล่าวถึงแล้วในเวลานี้ เพราะการดำเนินนโยบายได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าในเวลานี้ก็คือ ผู้บริโภคที่ดิ้นรนเข้าร่วมใช้สิทธิ์จนทันเวลาตามนโยบายนี้ หลายคนหลวมตัววางเงินจองไปแล้ว ขณะที่ยังมีอีกมากที่ยังรู้สึกเสียดายว่า พลาดโอกาสการเป็นเจ้าของรถยนต์คันแรกในชีวิตไป แต่นั่นอาจเป็นเรื่องดีก็ได้ หากได้หันมาทบทวนเรื่องนี้กันอย่างรอบคอบอีกครั้งหนึ่ง (อ่านต่อบทความแบบ PDF   คลิ๊กที่นี้ )

ที่ผ่านมา ผู้บริโภคกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ แล้วล้วนเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า ผู้มีอันจะกิน เพราะคนเหล่านี้มีเงินมีกำลังซื้ออยู่แล้ว สามารถตัดสินใจได้ในทันที แม้เดิมคนกลุ่มนี้ไม่ได้คิดจะซื้อรถเพิ่มเพราะไม่มีความจำเป็น(มีใช้อยู่ แล้ว) แต่การได้ประโยชน์เห็นๆ จากการคืนเงินภาษีของรัฐบาลสูงสุดถึงคันละหนึ่งแสนบาท ทำให้คนกลุ่มนี้ต้องรีบฉวยโอกาสทันที การใช้ชื่อคนในครอบครัว หรือแม้แต่คนงานคนรับใช้ภายในบ้านมาใช้สิทธิจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ผิดเงื่อนไข และไม่ได้ยากที่จะกระทำ แม้ได้ชื่อว่า รถยนต์คันแรกในทางนิตินัย แต่กลับกลายเป็นรถยนต์คันที่ 2 3 4 5…ของครอบครัวในทางพฤตินัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อเป็นสำคัญ เพราะโอกาสที่จะซื้อรถยนต์ราคาถูกกว่าปกติเป็นเรือนแสนเช่นนี้ไม่ได้หาง่ายๆ กรณีนี้นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับภาษีที่รัฐควรจะได้ แต่กลับต้องเสียไปให้กับคนมีอันจะกินอยู่แล้ว

ผู้บริโภคกลุ่มต่อมาที่ได้ประโยชน์ได้แก่ ผู้ที่ครอบครัวยังไม่เคยมีรถยนต์เป็นของตนเองจริงๆ แต่พอจะกัดฟันอดออมเพื่อรถยนต์คันแรกของครอบครัวได้ (มีศักยภาพพอ) และอยู่ในช่วงกำลังมองหารถยนต์ใช้อยู่พอดี จึงนับว่าเป็นโชคดีเป็นโอกาสเหมาะของคนกลุ่มนี้อย่างแท้จริง จึงต้องขอแสดงความยินดีกับคนกลุ่มนี้ แต่น่าเชื่อว่าคนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มากนัก เพราะเป็นอุปสงค์ปกติตามกลไกตลาด แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มคนที่เหลือ เพราะนอกจากคนสองกลุ่มแรกแล้ว กลุ่มคนที่เหลือล้วนอยู่ในฐานะที่ยังไม่พร้อมจะมีรถยนต์ใช้และยังไม่คิดจะ ซื้อรถยนต์คันแรก แต่โอกาสและสถานการณ์ตรงหน้ากระตุ้นให้ต้องดิ้นรนหาเงินมาซื้อให้ได้ และสิ่งที่จะตามมาในเวลาอันใกล้ก็คือ หนี้สินและปัญหาจิปาถะ ดังนี้

ประการแรก ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ (ชั้นหนึ่ง) ค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากเงินจอง เงินดาวน์ และเงินค่างวดที่ผู้ซื้อต้องจ่ายแล้ว ผู้บริโภคหลายคนคงไม่เคยรู้มาก่อนว่า การเช่าซื้อผ่อนรถยนต์ (ซื้อรถเงินผ่อน)นั้น จะต้องทำประกันภัยรถยนต์ชั้นหนึ่ง ซึ่งผู้ซื้อจะต้องจ่ายเบี้ยประกันเป็นหมื่นขึ้นไป สำหรับรถยนต์ราคา 5-6 แสน (ขนาดไม่เกิน 1,500 ซีซี) หากผู้ซื้อไม่ได้คิดเรื่องนี้ไว้ แค่เดือนแรกก็ชักหน้าไม่ถึงหลังแล้ว เพราะผู้ซื้อระดับนี้มักมีรายได้ไม่มากนักรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากปกติแค่ หลักพันก็อาจเป็นปัญหาแล้ว ดังนั้นรายจ่ายหลักหมื่นย่อมเป็นปัญหาอย่างแน่นอน เมื่อเดือนแรกเริ่มเป็นปัญหา แล้วเดือนต่อไปปีต่อไปจะเอาตัวรอดกับหนี้สินผูกพันจากรถยนต์คันแรกนี้ได้ อย่างไร

ประการที่สอง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการใช้รถยนต์ คนที่ไม่เคยมีรถยนต์ใช้มาก่อนอาจไม่ทราบว่า ค่าน้ำมันนั้นเป็นรายจ่ายที่ค่อนข้างสูงมากและจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะแนวโน้มราคาน้ำมันมีแต่จะสูงขึ้นๆ หากนำรถมาใช้ไปๆมาๆแค่ที่บ้านกับที่ทำงานในระยะทางสิบกว่ากิโลเมตร ค่าน้ำมันเดือนหนึ่งๆ ก็ตกไป 2-3 พันบาทแล้ว การควักเงินเติมน้ำมันครั้งละพันครึ่งพันคงไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับผู้มีราย ได้แค่หมื่นสองหมื่นแน่ นี่คือรายจ่ายเห็นๆ จากการใช้รถยนต์

ประการที่สาม ค่าบำรุงรักษา ผู้ซื้อรถยนต์จะต้องไม่ลืมว่าค่าบำรุงรักษาเป็นรายจ่ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ได้เช่นกัน รถยนต์เมื่อวิ่งได้ระยะทางทุกๆ หนึ่งหมื่นกิโลเมตร หรือทุกๆ 6 เดือนเป็นอย่างน้อย แม้รถยนต์ไม่ค่อยได้ถูกใช้งาน แต่ผู้ใช้ก็จะต้องนำรถเข้าศูนย์บริการ ค่าใช้จ่ายครั้งหนึ่งๆ ก็เป็นหลักพันหากไม่นำรถยนต์เข้ารับบริการตามกำหนด บริษัทประกันก็จะไม่คุ้มครองการรับประกันความเสียหายต่างๆ ของเครื่องยนต์ และอะไหล่ นอกจากนี้ ในช่วงเวลา 5 ปี ผู้ใช้รถยนต์จะต้องสลับยางและตั้งศูนย์ล้อหนึ่งหรือสองครั้ง และต้องเปลี่ยนยางอีกหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย(เพราะยางหมดอายุ) รวมค่าใช้จ่ายเรื่องล้อและยางในรอบห้าปีมากกว่าหนึ่งหมื่นบาท และยังจะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่อีกหนึ่งถึงสองครั้งด้วย ซึ่งครั้งหนึ่งตกราวสองพันบาท รายจ่ายเหล่านี้ไม่ได้น้อยเลยสำหรับหลายๆ ท่าน

ประการที่สี่ ค่าความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ แม้รถยนต์ที่เช่าซื้อ(ผ่อน)จะมีประกันภัยชั้นหนึ่งดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น บริษัทประกันจะรับผิดชอบชดใช้ให้ทุกกรณี เพราะในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นโดยเจ้าของรถเป็นฝ่ายผิดหรือหาคู่กรณีไม่ ได้ เจ้าของรถก็ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกจำนวนหนึ่งด้วยตามสัญญา ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้หลีกเลี่ยงได้ยากที่จะไม่ให้เกิดขึ้นเลยตลอดระยะเวลา 5 ปี ตามภาระผูกพันของโครงการรถยนต์คันแรก

ประการสุดท้าย ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผู้ใช้รถยนต์เองแม้ผู้ซื้อรถยนต์จะตั้งใจประหยัดอดออม แค่ไหน แต่ถึงกระนั้นก็จะมีรายจ่ายที่ไม่เคยมีเพิ่มขึ้นเมื่อมีรถยนต์ส่วนตัวใช้ เป็นเงาตามตัว เช่น ค่าภาษีรายปี ค่าที่จอดรถ ค่าล้างรถ ไปจนถึงค่าบริการเพื่อนฝูงและญาติพี่น้องที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แม้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ บางรายการไม่อาจแสดงเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน แต่มันเป็นรายจ่ายที่ต้องมีอย่างแน่นอน และจะกระทบกับรายจ่ายประจำที่จำกัดจำเขี่ยจนทำให้เป็นปัญหาได้ในที่สุด

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงข้อคิดตามข้อเท็จจริงที่อยากจะเตือนทุกๆ ท่านที่ได้ตัดสินใจจองรถยนต์ตามโครงการนี้ไปแล้ว ซึ่งอาจต้องคิดทบทวนใหม่ให้รอบคอบอีกครั้งก่อนทำสัญญารับรถ บางทีการยอมทิ้งเงินจองอาจทำให้ท่านไม่ต้องอมทุกข์ไปตลอด 5 ปีข้างหน้า หรือนานกว่านั้นดังคำพังเพยที่ว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย โครงการนี้นับเป็นลาภก้อนใหญ่สำหรับผู้ที่พร้อมจะมีรถยนต์อยู่แล้วเท่านั้น และเป็นเพียงลาภก้อนเล็กๆ สำหรับผู้ที่มีอันจะกินหรือมีเงินสดอยู่ในธนาคาร แต่มันจะเป็นทุกขลาภสำหรับทุกท่านที่ยังไม่พร้อมจะมีรถยนต์เป็นของตนเอง

ดังนั้น การพลาดโอกาสจองรถในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าเสียดายอะไร และหากท่านใจเย็นรออีกนิด (ไม่เกิน 5 ปี) โอกาสของท่านจะมีมาอีกอย่างแน่นอน นั่นคือ จะมีรถยนต์มือสองสภาพดีราคาถูกมาให้ท่านเลือกซื้ออย่างมากมาย ถึงตอนนั้น ท่านก็จะมีรถยนต์คันแรกใช้อย่างไม่ต้องสงสัย และขับไปไหนต่อไหนได้อย่างมีความสุข

 

ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
ที่มา :ภาพและเนื้อหาจาก (แนวหน้า )18 ม.ค.2556

ปรับปรุงข้อมูล : 1/1/2557 0:00:00     ที่มา : คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้     จำนวนผู้เปิดอ่าน : 6507

กลุ่มข่าวสาร : บทความน่าสนใจ

ข่าวล่าสุด

ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทีม Coff Brew
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาทีม Coff Brew  ที่ได้รับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype) จำนวน 25,000 บาท จากการแข่งขัน Startup Thailand League 2026 รอบภูมิภาค ภาคเหนือ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (ภาคเหนือ) จังหวัดเชียงใหม่ ผลงาน“เครื่องสกัดกาแฟรูปแบบใหม่โดยใช้เทคโนโลยี PLU”สมาชิกทีม• นายอนุพงศ์ เขื่อนแก้วนักศึกษาปริญญาโท คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร• นายอาทิตย์ ด่านกระโทกนักศึกษาปริญญาโท คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร• นายตันติกร กันนานักศึกษาปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ• Nirmala Bhuvana Chandra Ramisettyนักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยนานาชาติอาจารย์ที่ปรึกษารองศาสตราจารย์ ดร.จตุรภัทร วาฤทธิ์คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรการแข่งขัน Startup Thailand League 2026 เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพนักศึกษาด้านนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำเสนอแนวคิดธุรกิจและผลงานนวัตกรรมสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ในระดับประเทศทั้งนี้ ทีม Coff Brew ได้รับคัดเลือกให้พัฒนาผลงานต้นแบบและเตรียมเข้าร่วมกิจกรรม Demo Day ระหว่างวันที่ 25–27 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร เพื่อจัดแสดงผลงานต่อนักลงทุนและเครือข่ายธุรกิจ Startup ระดับประเทศและนานาชาติต่อไปคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร ขอร่วมชื่นชมและภาคภูมิใจในความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของนักศึกษา ที่สามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การสร้างนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการแห่งอนาคตได้อย่างโดดเด่นCr:อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร Maejo Agro Food Park (MAP)https://www.facebook.com/share/18ZhSJ8uJx/
15 มิถุนายน 2569     |      750
SIPOC Model กับการบริหารจัดการการดำเนินการตามเกณฑ์ EdPEx
ทีมผู้บริหารและอาจารย์ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกวรรณ ตาลดี รองคณบดีฝ่ายวิชาการผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หยาดฝน ทนงการกิจ รองคณบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และประกันคุณภาพผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิไลวรรณ พรประสิทธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหารและเทคโนโลยีสารสนเทศรองศาสตราจารย์ ดร.จตุรภัทร วาฤทธิ์ ประธานหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมอาหารเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ "SIPOC Model กับการบริหารจัดการการดำเนินการตามเกณฑ์ EdPEx" ใน วันที่ 12-13 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมยูนิมมาน โดย ได้รับเกียรติจาก "ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภัทร พัฒน์วิชัยโชติ" คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นวิทยากรการอบรมครั้งนี้ช่วยส่งเสริมให้บุคลากรนำความรู้ที่ได้ ใช้ในการวิเคราะห์ วางระบบและ เชื่อมโยงกระบวนการ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศขององค์กร
15 มิถุนายน 2569     |      742
Professor Ken’ichi Yano จาก Mie University ประเทศญี่ปุ่น เพื่อหารือความร่วมมือทางวิชาการและการแลกเปลี่ยนนักศึกษา
วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา นาคประสม คณบดีคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้แทนจากหลักสูตรวิศวกรรมเกษตร วิศวกรรมอาหาร สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา และคณะพยาบาลศาสตร์ ร่วมให้การต้อนรับ Professor Ken’ichi Yano ศาสตราจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล และผู้ช่วยอธิการบดีด้านการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ จาก Mie University ประเทศญี่ปุ่น ในโอกาสเดินทางมาเยี่ยมชมคณะฯ และหารือแนวทางความร่วมมือทางวิชาการ ณ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ในการนี้ ได้มีการนำเสนอวีดิทัศน์แนะนำมหาวิทยาลัยและคณะฯ พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัย และการแลกเปลี่ยนนักศึกษาในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา ระหว่างสองสถาบันProfessor Ken’ichi Yano ได้นำเสนอผลงานวิจัยในหัวข้อ “Medical, Welfare, and Care-support Robotics” และ “Automation Engineering, Welfare Robots and Nursing Care Systems” ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อการแพทย์ การดูแลผู้สูงอายุ และระบบสนับสนุนงานด้านสวัสดิการและการพยาบาล รวมถึงการออกแบบและพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับภารกิจเฉพาะ เช่น การเกษตร การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและงานเสี่ยงอันตรายอื่นๆนอกจากนี้ ผู้แทนจากหลักสูตรวิศวกรรมเกษตร วิศวกรรมอาหาร สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา และพยาบาลศาสตร์ ได้นำเสนอผลงานวิจัยเด่น รวมถึงหน่วยปฏิบัติการและห้องปฏิบัติการเฉพาะทางของแต่ละหลักสูตร ก่อนนำเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและหน่วยวิจัยต่าง ๆ ภายในคณะฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคตFaculty of Engineering and Agro-Industry, Maejo University Welcomes Professor Ken’ichi Yano from Mie University, Japan, for Academic Collaboration Discussion and Student Exchange OpportunitiesOn Wednesday, May 6, 2026, Asst. Prof. Dr. Kanjana Narkprasom, Dean of the Faculty of Engineering and Agro-Industry, Maejo University, together with faculty administrators, lecturers, and representatives from the Agricultural Engineering Program, Food Engineering Program, Food Science Program, Graduate Programs, and Faculty of Nursing, warmly welcomed Professor Ken’ichi Yano from the Faculty of Engineering, Mie University, Japan.Professor Ken’ichi Yano currently serves as Assistant to the President for Early-Career Researcher Development and Head of the Intelligent Robotics Laboratory, Department of Mechanical Engineering, Mie University.The visit aimed to strengthen academic collaboration and explore future opportunities for student exchange programs between the two institutions.During the meeting, participants viewed institutional introduction videos of Maejo University and the Faculty of Engineering and Agro-Industry, followed by discussions on academic cooperation, research collaboration, and student exchange programs at both undergraduate and graduate levels.Professor Ken’ichi Yano delivered a keynote presentation on “Medical, Welfare, and Care-support Robotics” and “Automation Engineering, Welfare Robots and Nursing Care Systems,” highlighting innovative robotics technologies for healthcare, elderly care, and welfare support systems.In addition, representatives from the Agricultural Engineering Program, Food Engineering Program, Food Science Program, Graduate Programs, and Nursing Program presented their outstanding research projects, specialized laboratories, and academic operation units. The visit also included laboratory observations and facility tours within the faculty to promote knowledge exchange and future international collaboration networks.
15 มิถุนายน 2569     |      736
ร่วมพิธีดำหัวผู้อาวุโสและอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ สืบสานป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง ประจำปี 2569
เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา นาคประสม คณบดีคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรของคณะฯ เข้าร่วมพิธีดำหัวผู้อาวุโสและอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ภายใต้โครงการ “สืบสานป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง” ประจำปี 2569ในการนี้ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรได้ร่วมตั้งแถวขบวนอย่างเป็นระเบียบ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธีระพล เสนพันธุ์ เป็นผู้ถือป้ายประจำขบวน สะท้อนถึงความพร้อมเพรียงและความเป็นหนึ่งเดียวของบุคลากรในคณะฯกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสืบสานประเพณีปีใหม่เมืองของชาวล้านนา และเปิดโอกาสให้บุคลากรได้ร่วมแสดงความเคารพ คารวะ และขอพรจากผู้อาวุโสและผู้บริหารมหาวิทยาลัย อันเป็นการส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อันดีภายในองค์กร ณ อาคารศูนย์กีฬาทศมิตรทรบพิตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่นอกจากนี้ คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรยังได้ส่งบุคลากรเข้าร่วมกิจกรรมภายในงาน อาทิ การประกวดลาบเมือง และการประกวดนวัตกรรมการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรเป็นเครื่องดื่มด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งแสดงถึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของบุคลากรคณะฯ การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือ ความสามัคคี และการสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของบุคลากรคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรอย่างต่อเนื่อง
15 มิถุนายน 2569     |      744