คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
FACULTY OF ENGINEERING AND AGRO-INDUSTRY, MAEJO UNIVERSITY
เรื่องของน้ำกับ นักการเมืองอวดรู้ และ นักวิชาการอวดเก่ง โดย ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร (แนวหน้า) 24 กันยายน 2555
ตลอดปี พ.ศ. 2555 ผู้คนในสังคมพูดกันแต่เรื่อง น้ำท่วมๆ ทั้งๆที่ยังไม่ปรากฏสถานการณ์ใดๆที่ส่อแววให้เห็นว่า จะเกิดน้ำท่วมหนักหนาสาหัสเหมือนมหาอุทกภัยในปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา เพราะทั้งปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางล้วนมีปริมาณต่ำกว่าปีที่แล้วมาทั้งสิ้น อ่านต่อบทความ คลิ๊กที่นี้ PDF   ตลอดปี พ.ศ. 2555 ผู้คนในสังคมพูดกันแต่เรื่อง น้ำท่วมๆ ทั้งๆที่ยังไม่ปรากฏสถานการณ์ใดๆที่ส่อแววให้เห็นว่า จะเกิดน้ำท่วมหนักหนาสาหัสเหมือนมหาอุทกภัยในปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา เพราะทั้งปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางล้วนมีปริมาณต่ำกว่าปีที่แล้วมาทั้งสิ้น ซ้ำช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ที่ผ่านมายังปรากฏฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่อีกด้วย และด้วยเหตุนี้ทำให้มีนักการเมืองอวดรู้และนักวิชาการอวดเก่งออกมาให้ข่าวรับรองว่า จะไม่เกิดน้ำท่วมหนักเหมือนปีที่ผ่านมา ด้วยการยกตัวเลขปริมาณน้ำปีนี้ว่าน้อยกว่าปีที่แล้วมาเป็นสิบๆเท่า ซ้ำยังมั่นใจในการบริหารจัดการน้ำถึงขนาดกล่าวว่า จะต้องมีพายุเข้ามาเป็นสิบลูกจึงจะสามารถทำให้เกิดน้ำท่วมได้เหมือนปีที่แล้วแม้โดยพื้นฐานด้านความเชื่อถือต่อคำพูดของนักการเมืองทั่วๆไปก็ต่ำอยู่แล้ว ยิ่งออกมาพูดในลักษณะนี้ ยิ่งน่าดูถูกในสติปัญญาและความสามารถยิ่งขึ้นไปอีก และที่สำคัญยังมีนักวิชาการบางท่านออกมาพูดชี้นำหรือพูดให้ท้ายก็ไม่ทราบได้อีก ความน่าเชื่อถือต่อนักวิชาการก็เลยพลอยตกต่ำลงไปด้วย เพราะสิ่งที่พูดสิ่งที่ยืนยันนั้นแทบไม่น่าเชื่อ ถือตามหลักวิชาการเลย จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า นักวิชาการที่ออกมาพูดเช่นนี้มีความรอบรู้เรื่องน้ำดีพอหรือไม่ โดยเฉพาะความรู้ด้านอุตุนิยมวิทยา (Meteorology) และด้านอุทกวิทยา (Hydrology) และที่สำคัญที่สุดคือ มีความเข้าใจต่อการบูรณาการของทั้งสองวิชานี้ด้วยหรือไม่ หรือเคยเรียนวิชาอุทกอุตุนิยมวิทยา (Hydrometeorology) มาบ้างหรือเปล่าหากไม่เคยก็ขอเรียนให้ทราบว่า พวกท่านล้ำเส้นทางวิชาการมากเกินไปแล้วถึงตรงนี้จึงอยากจะทำความเข้าใจตามหลักวิชาการเกี่ยวกับเรื่องน้ำให้กับทุกคนที่พร้อมจะเปิดใจรับรู้ความเป็นจริง ดังนี้ประการแรก ต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า น้ำท่วมไม่ใช่อุทกภัยเสมอไป เพราะอุทกภัยคือ ภัยที่เกิดจากน้ำท่วม หากน้ำท่วมตามปกติในพื้นที่รับน้ำธรรมชาติย่อมไม่เกิดภัยใดๆ หากไม่มีใครบุกรุกเข้าไปทำกิจกรรมอะไรในที่นั้นๆ น้ำท่วมในพื้นที่ที่เคยท่วมจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร (ถ้าไม่ท่วมนั่นล่ะแปลก)  แต่ถ้าหากน้ำท่วมสูงกว่าปกติหรือท่วมเร็วกว่าปกติ น้ำก็จะเข้าท่วมในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมมาก่อนด้วย ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินก็จะเกิดขึ้น และนี่ก็คือ อุทกภัยจริงๆสำหรับพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมแล้วในปีนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นเหตุการณ์น้ำท่วมปกติของทุกๆปีอยู่แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนล่างของลุ่มน้ำยม ทั้ง จ.แพร่ พิจิตร พิษณุโลก และสุโขทัย รวมไปถึง จ.นครสวรรค์และพระนครศรีอยุธยา แต่สิ่งที่น่าวิตกยิ่งกว่าสำหรับอนาคตก็คือ การเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดและไม่ควรเกิด ซึ่งกรณีนี้จะสร้างความเสียหายได้มากยิ่งกว่าการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ที่ท่วมซ้ำซากเป็นอันมาก กรณีนี้จะเห็นได้ว่า สิ่งที่นักการเมืองพูด บาง ครั้งก็เป็นแค่น้ำท่วมไม่ใช่อุทกภัยที่แท้จริงประการที่สอง ปริมาณน้ำไม่ใช่สาเหตุหลักของน้ำท่วมและอุทกภัยเสมอไป ปริมาณน้ำมากอาจไม่ทำให้เกิดน้ำท่วมก็ได้ แต่ปริมาณน้ำน้อยก็อาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราการไหลของน้ำสูงสุด (Peak Flow) เป็นสำคัญ เช่น กรณีในปีที่แม้มีน้ำมาก แต่เป็นน้ำที่เกิดจากการกระจายของฝนที่สม่ำเสมอ (ทั้งเวลาและพื้นที่) อัตราการไหลสูงสุดของน้ำในลำน้ำก็อาจไม่สูงมากจนล้นฝั่งเป็นน้ำท่วมได้ เพียงแต่มีน้ำเต็มฝั่งตลอดเวลา ส่วนในปีที่แม้น้ำน้อย แต่ถ้าเป็นน้ำที่เกิดจากการกระจุกตัวของฝน อัตราการไหลของน้ำสูงสุดที่เกิดจากฝนตกแต่ละครั้งก็อาจสูงพอที่จะทำให้เกิดน้ำล้นฝั่งเป็นน้ำท่วมได้เป็นระยะๆ กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้พูดไม่ได้เข้าใจอะไรลึกซึ้งด้านอุทกศาสตร์ สมควรกลับไปอ่านตำราอุทกศาสตร์ให้เข้าใจเสียก่อนประการที่สาม พายุหมุนเขตร้อน(ทั้งพายุดีเปรสชั่น โซนร้อน และไต้ฝุ่น)ไม่เคยเข้าประเทศไทยได้มากถึง 10 ลูก แต่เคยเข้ามาได้สูงสุดในประวัติศาสตร์แค่ 9 ลูกในปี พ.ศ. 2507 และ 2508 ทำให้ประเทศไทยในสองปีดังกล่าวมีน้ำมาก แต่กลับเกิดปัญหาน้ำท่วมไม่รุนแรงเท่าปี พ.ศ. 2526 ที่มีพายุเข้าประเทศไทยได้ 5 ลูก และ พ.ศ. 2538 ที่มีพายุเข้าถึงประเทศไทยได้เพียงลูกเดียวเช่นเดียวกับเมื่อปีที่แล้ว ที่มีพายุเข้าถึงประเทศไทยเพียงแค่ลูกเดียวคือ พายุนกเต็น(Nock-ten) ส่วนพายุไหหม่า(Haima)และพายุไห่ถาง(Haitang) ก็แค่เฉียดๆเข้ามาเท่านั้น แต่กลับทำให้เกิดมหาอุทกภัยร้ายแรงเป็นประวัติศาสตร์ ของประเทศไทย และนี่คือข้อเท็จจริงที่บ่งบอกว่า นักการเมืองละนักวิชาการที่ให้ข่าวดังกล่าวเชื่อถือไม่ได้ หากในเดือนตุลาคมนี้ มีพายุเข้ามาได้สัก 2-3 ลูกติดๆกัน มหาอุทกภัยอย่างปีที่แล้วก็เกิดขึ้นได้อีกอย่างแน่นอน และถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นที่ว่านี้ขึ้นจริงๆ เชื่อว่านักการเมืองและนักวิชาการที่ให้ข่าวก็คงหาทางแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆไปอีกอย่างไม่ต้องสงสัย เหมือนกรณีน้ำท่วมสุโขทัย สองรอบสามรอบนั่นเอง กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้พูดไม่ได้เข้าใจอะไรเกี่ยวกับลมฟ้าอากาศมากมายนัก เห็นควรกลับไปอ่านตำราด้านอุตุนิยมวิทยา และศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลให้มากกว่านี้เท่าที่ยกเหตุผลมาแสดงทั้งหมดนี้ไม่ได้มุ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน แต่อยากให้นักการเมืองที่ชอบอวดรู้และนักวิชาการหลายๆท่านที่ชอบอวดเก่งเพลาๆการให้ข่าวที่คลาดเคลื่อนจากหลักการทางวิชาการต่อประชาชน  เพราะจะทำให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง และต้องไม่ลืมว่า ประเทศนี้ยังมีนักวิชาการที่มีความรู้มีความเข้าใจอีกไม่น้อยที่เฝ้าดูอยู่ แต่เขาเหล่านั้นถูกนักการเมืองมองข้ามหัวไปเพราะไม่ยอมรับแนวทางที่ฉ้อฉลของการเมือง และส่วนหนึ่งก็ไม่อยากเปลืองตัวเสนอหน้า มาเป็นเครื่องมือให้นักการเมืองที่หาดีๆยาก แต่อย่างไรก็ดี พวกเขาเหล่านี้คงจะไม่ทอดทิ้งประชาชนและประเทศชาติ พวกเขาจึงคอยให้ความเห็นและคำชี้แนะดีๆ ที่นักการเมืองต้องคอยรับฟังด้วยความเคารพในหลักวิชาการขณะนี้(ปลายเดือนกันยายน) เป็นที่น่าดีใจว่า ร่องฝนหรือร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยกำลังเคลื่อนตัวลงมาทางภาคกลางแล้ว ขณะที่พายุหมุนเขตร้อนลูกที่ 16 ซึ่งควรเคลื่อนตัวมาทางเวียดนาม ซึ่งจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย กลับเคลื่อนตัวที่ขึ้นไปทางเหนือสู่คาบสมุทรเกาหลี ความเสี่ยงต่อฝนตกหนักและน้ำท่วมก็ลดลงทุกขณะ แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่อาจไว้วางใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์จนกว่าจะผ่านพ้นเดือนตุลาคมไปแล้ว เพราะจากข้อมูลตามสถิติของกรมอุตุนิยมวิทยา เดือนตุลาคม จัดเป็นช่วงเวลาที่มีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนเข้าถึงประเทศไทยได้มากที่สุด ดังนั้น จึงต้องคอยติดตามเรื่องนี้ด้วยความไม่ประมาทสำหรับสิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่งก็คือ ถ้าไม่มีพายุเคลื่อนตัวเข้ามาในช่วงเดือนตุลาคมนี้ อ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่ในภาคเหนือ ทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์อาจเก็บกักน้ำไว้ได้น้อยกว่าทุกๆปี ซึ่งจะทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำสำหรับทำนาปรังในช่วงต้นปีหน้า ดังนั้นจึงต้องคอยติดตามว่า ฤดูเพาะปลูกปี พ.ศ. 2555-2556 นี้ จะต้องลดพื้นที่ทำนาปรังลงกี่ล้านไร่ และนักการเมืองอวดรู้กับนักวิชาการอวดเก่งจะแก้ตัวหรือโทษดินฟ้าอากาศอย่างไรอีก ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่มา :ภาพและเนื้อหาจาก แนวหน้า 24 กย. 2555
1 มกราคม 2557     |      8545
เครื่องหั่นย่อยขนาดเล็ก โดย รศ.บัณฑิต หิรัญสถิตย์พร (เชียงใหม่ธุรกิจ)
      เครื่องหั่นย่อยขนาดเล็ก มหาวิทยาลัย.แม่โจ้ ช่วยลดปัญหาการเผากิ่งไม้ ใบไม้ แถมได้ปุ๋ยหมักใช้ฟรี รองศาสตราจารย์บัณฑิต หิรัญสถิตย์พร ภาควิชาวิศวกรรมเกษตรและอาหาร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ปัจจุบัน มีการรณรงค์ให้ลด ละ เลิก การเผากิ่งไม้และใบไม้ ตามชุมชนและบ้านเรือน เนื่องจากปัญหาควันไฟ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ มีปัญหามลพิษทางอากาศค่อนข้างมาก สาเหตุหนึ่งมาจากการเผากิ่งไม้และใบไม้ตามชุมชนและบ้านเรือน เนื่องจากประชาชนไม่สามารถจะจัดการกับกิ่งไม้และใบไม้ได้ ทำให้เจ้าของบ้านบางหลังก็นำเอากิ่งไม้ ใบไม้ ไปกองสุมหรือนำไปทิ้งเอาไว้ในบริเวณที่ดินว่างเปล่าของผู้อื่น    ส่งผลให้เป็นที่อยู่ของสัตว์มีพิษและเชื้อโรคต่างๆ เจ้าของบ้านบ้างหลังที่ไม่มีที่ให้กองสุมหรือนำไปทิ้งในที่ดินว่างเปล่าของผู้อื่น ก็จะเผาทำลาย จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ ดังที่ได้ประสบมา ดังนั้น ถ้ามีการหั่นย่อยกิ่งไม้และใบไม้แล้ว ก็จะทำให้พื้นที่ในการกองกิ่งไม้และใบไม้ลดลง นอกจากนี้ ยังสามารถนำกิ่งไม้และใบไม้ไปทำปุ๋ยหมักหรือเป็นวัสดุคลุมดินได้ แต่เครื่องหั่นย่อยที่มีการผลิตและจำหน่ายในประเทศส่วนใหญ่มีราคาค่อนข้างแพง ขนาดใหญ่ และใช้ต้นทุนสูง จึงไม่เหมาะกับการนำมาใช้ในบ้านเรือน ส่วนเครื่องหั่นย่อยขนาดเล็กที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศมาจำหน่ายก็มีปัญหาขาดความแข็งแรง ทนทาน และความยุ่งยากในการซ่อมบำรุง เนื่องจากอะไหล่บางชนิดหายาก เช่น มอเตอร์ สวิตช์ และใบมีด เป็นต้น ซึ่งเป็นเหตุให้ประชาชนทั่วไปไม่มั่นใจในการนำเครื่องหั่นย่อยที่นำเข้าจากต่างประเทศไปใช้งาน จากข้อมูลข้างต้นและจากข้อมูลที่ได้สำรวจ พบว่า ประชาชนทั่วไปมีความต้องการใช้เครื่องหั่นย่อยเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ติดปัญหาที่เครื่องมีราคาค่อนข้างแพง และไม่มั่นใจในการซ่อมบำรุง ดังนั้น ถ้ามีการออกแบบเครื่องหั่นย่อยขนาดเล็กให้มีราคาถูก ซ่อมบำรุงรักษาง่าย และมีขนาดเล็ก ใช้พื้นที่ในการเก็บน้อย ก็จะทำให้ประชาชนทั่วไปมีความสนใจที่จะหันมาหั่นย่อยกิ่งไม้และใบไม้เพื่อใช้ทำปุ๋ยหมักหรือเป็นวัสดุคลุมดินแทนการเผาทำลาย ซึ่งจะช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศ และลดการขาดดุลเงินตราจากการนำเข้าเครื่องหั่นย่อยขนาดเล็กจากต่างประเทศ รองศาสตราจารย์บัณฑิต กล่าวอีกว่าดังนั้น จึงได้ออกแบบและสร้างเครื่องหั่นย่อยขนาดเล็กขึ้น จากการสนับสนุนโครงการวิจัยโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เครือข่ายภาคเหนือ การทดสอบใช้กิ่งมะม่วง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ถึง 1.5 นิ้ว โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 1.5 แรงม้า เท่านั้น และใบไม้แห้งเป็นวัสดุในการทดสอบ พบว่า สามารถหั่นย่อยกิ่งมะม่วงได้ 252 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง และย่อยใบไม้แห้งได้ 48 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง หรือ 1.58 ลูกบาศก์เมตร ต่อชั่วโมง (ประมาณ 20 เข่ง ต่อชั่วโมง) เมื่อย่อยใบไม้แห้งแล้วปริมาตรจะลดลง 60-70 เปอร์เซ็นต์ (จากใบไม้แห้งก่อนย่อย 20 เข่ง จะเหลือเพียง 6-7 เข่ง) โดยเครื่องหั่นย่อยขนาดเล็กนี้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง มีความทนทาน และซ่อมบำรุงรักษาง่าย นอกจากนี้ เครื่องหั่นย่อยขนาดเล็กนี้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ จากการประกวดสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำปี 2552 ซึ่งจัดโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับมูลนิธิธนาคารกรุงเทพ ภายหลังจากการทำวิจัยแล้วเสร็จ ได้ยื่นจดอนุสิทธิบัตร และได้ผลิตเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้สนใจนำไปใช้งาน โดยมีผู้ซื้อไปใช้งานแล้วจำนวนหลายราย นอกจากจะได้เครื่องหั่นย่อยขนาดเล็กแล้ว ยังได้ศึกษากระบวนการทำปุ๋ยหมักอย่างง่าย เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ผู้ซื้อเครื่องไปใช้งาน สามารถนำวัสดุที่ย่อยแล้วไปทำปุ๋ยหมักไว้ใช้ในบ้านหรือในหน่วยงานได้ โดยกระบวนการทำปุ๋ยหมักอย่างง่ายนี้ ได้เผยแพร่ไปแล้ว ได้ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากกระบวนการทำปุ๋ยหมักอย่างง่ายนี้ ไม่ซับซ้อน ทำง่าย ไม่ต้องดูแลมากนัก ใช้ระยะเวลาในการหมักน้อย โดยการทำปุ๋ยหมักมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือการทำปุ๋ยหมักจากใบไม้แห้งหรือสด และการทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร สำหรับรายละเอียดวิธีการทำปุ๋ยหมักเข้าถึงได้ใน www.machinery.mju.ac.th หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ รองศาสตราจารย์บัณฑิต หิรัญสถิตย์พร คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50290 โทร. (053) 878-123 หรือ (081) 595-4432 หรือสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เครือข่ายภาคเหนือ โทร. (053) 226-264 ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยสามารถนำกิ่งไม้และใบไม้มาย่อย แล้วนำไปทำปุ๋ยหมักหรือเป็นวัสดุคลุมดินแทนการเผาทำลายที่มา :รองศาสตราจารย์บัณฑิต หิรัญสถิตย์พร 2012-03-22
8 มกราคม 2555     |      8510
ทั้งหมด 3 หน้า